ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ SMART Model ร่วมกับนวัตกรรม AI 3 มิติ "ทุ่งสง Smart Career" เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพยุคดิจิทัล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัย นางชญาภา ไชยรักษา สถานศึกษา โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะ
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องอาชีพในชุมชน 2) ประเมินคุณภาพชิ้นงานนวัตกรรม และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรม การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ SMART Model ร่วมกับนวัตกรรม AI 3 มิติ "ทุ่งสง Smart Career" เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพยุคดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน จำนวน 35 คน
รายละเอียดผลงาน
1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ถือเป็นกลุ่มสาระสำคัญที่มุ่งเน้นการให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะการทำงานเบื้องต้น มีนิสัยรักการทำงาน และมีความเข้าใจในวิชาชีพที่หลากหลาย โดยเฉพาะในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งต้องเรียนรู้เรื่อง “อาชีพในชุมชน” การจัดการเรียนรู้แบบเดิมที่เน้นเพียงการท่องจำรายชื่ออาชีพจากตำราอาจไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้นักเรียนมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างความสนใจของตนเองกับบริบทของท้องถิ่นทุ่งสง ผู้เสนอนวัตกรรมจึงเล็งเห็นความสำคัญในการนำเทคโนโลยี AI มาบูรณาการร่วมกับการสร้างโมเดลชุมชนจำลอง เพื่อให้ผู้เรียนได้สำรวจตัวตนและวิเคราะห์อาชีพในชุมชนผ่านภาพลักษณ์เสมือนจริง (3D AI Visualization) ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักในคุณค่าของอาชีพท้องถิ่น แต่ยังเป็นการบ่มเพาะแรงบันดาลใจในการออกแบบอนาคตของตนเองผ่านการลงมือปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SMART Model
ผู้วิจัยได้สังเคราะห์รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม "ทุ่งสง Smart Career" โดยบูรณาการแนวคิดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ออกเป็นโครงสร้าง SMART Model ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้:
S: Survey & Sense (ขั้นสำรวจและสัมผัสชุมชน) คือ การที่นักเรียนลงพื้นที่หรือศึกษาข้อมูลอาชีพที่มีอยู่จริงในท้องถิ่นทุ่งสง เพื่อให้เกิดความตระหนักและเข้าใจในอัตลักษณ์ทางอาชีพของบ้านเกิดของนักเรียนเอง
M: Mindful Choice (ขั้นวิเคราะห์และเลือกอาชีพ) คือ การที่นักเรียนนำข้อมูลอาชีพมาวิเคราะห์และคัดเลือกอาชีพที่สอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของตนเองอย่างมีสติและมีเป้าหมาย
A: AI Co-Creation (ขั้นสร้างสรรค์ร่วมกับ AI) คือ การใช้เทคโนโลยี Generative AI ในการรังสรรค์ภาพลักษณ์อาชีพในฝัน โดยนักเรียนฝึกทักษะการเขียนคำสั่ง (Prompt) และใช้เทคนิคการสลับใบหน้า (Face Swap) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจเชิงประจักษ์
R: Realize & Construct (ขั้นทำให้เป็นจริงและลงมือประดิษฐ์) คือ การนำภาพจากโลกดิจิทัลมาสร้างเป็นชิ้นงานสแตนดี้ (Standee) และจัดวางลงในโมเดลชุมชนทุ่งสงจำลองที่ร่วมกันประดิษฐ์ขึ้น เพื่อเชื่อมโยงจินตนาการสู่ความเป็นจริง
T: Transfer & Tell (ขั้นถ่ายทอดและแบ่งปันความรู้) คือ การนำเสนอผลงานและเล่าเรื่องราวความภาคภูมิใจในอาชีพ เพื่อเป็นการสะท้อนกลับทางการเรียนรู้ (Reflection) และเผยแพร่นวัตกรรมสู่เพื่อนและชุมชน
จากเหตุผลและความสำคัญดังกล่าว ผู้จัดทำจึงได้พัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา เรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ SMART Model ร่วมกับนวัตกรรม AI 3 มิติ "ทุ่งสง Smart Career" เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพยุคดิจิทัล ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการผสานโลกแห่งความเป็นจริงในชุมชนทุ่งสงเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย ผ่านกระบวนการสำรวจอาชีพจริงในท้องถิ่นและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการรังสรรค์ตัวตนจำลองในชุดอาชีพที่ใฝ่ฝันออกมาเป็นโมเดล 3 มิติเชิงประจักษ์ นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาการงานอาชีพให้มีความน่าสนใจและทันสมัยมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังให้ผู้เรียนเกิดความรักและภาคภูมิใจในอาชีพของบ้านเกิด พร้อมทั้งมีทักษะดิจิทัลที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการวางแผนการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพในอนาคตได้อย่างมีเป้าหมายและยั่งยืน
. จุดประสงค์และเป้าหมายของสื่อนวัตกรรม
1. เพื่อสร้างและใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SMART Model ร่วมกับนวัตกรรม AI 3 มิติ "ทุ่งสง Smart Career" วิชาการงานอาชีพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะอาชีพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนด้วยรูปแบบ SMART Model
3. เพื่อศึกษาความภาคภูมิใจในอาชีพท้องถิ่นและความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบ SMART Model
สมมติฐานของการรายงาน
1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ผ่านนวัตกรรม การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ SMART Model ร่วมกับนวัตกรรม AI 3 มิติ "ทุ่งสง Smart Career" เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพยุคดิจิทัล มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องอาชีพในชุมชนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
2. นักเรียนมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการสร้างสรรค์ผลงานและการสื่อสารอยู่ในระดับ "ดี" ขึ้นไป
3. นักเรียนมีความพึงพอใจและมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้เรื่องอาชีพในชุมชน โดยเห็นความเชื่อมโยงระหว่างความสนใจของตนเองกับบริบทของท้องถิ่นทุ่งสงในระดับ "มากที่สุด"
สรุปผลการวิจัย
อภิปรายผล
จากการศึกษานวัตกรรมทางการศึกษาเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ SMART Model ร่วมกับนวัตกรรม AI 3 มิติ "ทุ่งสง Smart Career" เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพยุคดิจิทัล ผู้วิจัยมีประเด็นสำคัญที่จะนำมาอภิปรายผลตามลำดับวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้
1. ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาการความรู้เรื่องอาชีพในชุมชนจากการทดสอบพบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างชัดเจน และผู้เรียนทุกคน (100%) สามารถบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้เนื่องมาจากกระบวนการเรียนรู้ตามรูปแบบ SMART Model ในขั้นตอน S (Survey & Sense: ขั้นสำรวจและสัมผัสชุมชน) ที่ผู้วิจัยได้นำนักเรียนลงพื้นที่ศึกษาและสำรวจอาชีพที่มีอยู่จริงในเขตเทศบาลเมืองทุ่งสงกระบวนการนี้ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง (Experiential Learning)
สอดคล้องกับแนวคิดของ จอห์น ดีอี้ (John Dewey) ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ (Learning by Doing) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ พิมพรรณ และคณะ (2566) ที่ทำการศึกษาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้บริบทชุมชนเป็นฐาน พบว่าการให้ผู้เรียนได้เผชิญกับสถานการณ์จริงในท้องถิ่น ช่วยกระตุ้นความสนใจ ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการงานอาชีพ และทำให้เกิดความจำระยะยาว (Long-term Memory) ส่งผลให้นักเรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเกี่ยวกับบทบาท หน้าที่ และความสำคัญของอาชีพต่าง ๆ ในท้องถิ่นบ้านเกิดได้อย่างคงทนและแม่นยำ
2. ด้านคุณภาพชิ้นงานนวัตกรรมและการบูรณาการเทคโนโลยี AIผลการประเมินคุณภาพชิ้นงาน "โมเดลชุมชนและสแตนดี้อาชีพ AI" ในภาพรวมอยู่ในระดับ "ดีเยี่ยม" (ค่าเฉลี่ย X ̅ = 3.60) ซึ่งสามารถอภิปรายได้ว่า ขั้นตอน A (AI Co-Creation: ขั้นสร้างสรรค์ร่วมกับ AI) เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยก้าวข้ามข้อจำกัดด้านทักษะทางศิลปะของผู้เรียนรายบุคคล การนำเทคโนโลยี Generative AI เข้ามาประยุกต์ใช้ ควบคู่กับการใช้การ์ตูนสั้นเข้ามาเพิ่มเติมจินตนาการ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจและมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง (Self-Efficacy)ข้อค้นพบนี้
สอดคล้องกับงานวิจัยของ ณัฐพล (2567) ที่ระบุว่า การบูรณาการ Generative AI ในชั้นเรียนระดับประถมศึกษา ช่วยลดอุปสรรคด้านทักษะทางกายภาพหรือความวิตกกังวลในงานศิลปะของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนสามารถมุ่งเน้นไปที่การคิดเชิงสร้างสรรค์และการออกแบบได้อย่างเต็มศักยภาพ ส่งผลให้ผลงานเชิงประจักษ์มีคุณภาพสูงขึ้น นอกจากนี้ ในขั้นตอน R (Realize & Construct) นักเรียนยังได้ฝึกกระบวนการกลุ่ม (กลุ่มละ 7 คน)
สอดคล้องกับงานวิจัยของ ธีรพงษ์ (2565) ที่พบว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือในการสร้างชิ้นงาน 3 มิติ ช่วยพัฒนาทักษะการทำงานร่วมกันและการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 (4Cs) ได้เป็นอย่างดี
3. ด้านความพึงพอใจและแรงบันดาลใจต่ออาชีพในท้องถิ่นผลการศึกษาพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยสูงถึง 4.86 ซึ่งอธิบายได้ว่า การใช้เทคนิคการสลับใบหน้า (Face Swap) เพื่อนำใบหน้าจริงของนักเรียนไปปรากฏในภาพถ่ายอาชีพฝัน เป็นการสร้างแรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) ที่ทรงพลัง ทำให้นักเรียนเห็นภาพพจน์และบทบาทของตนเองในฐานะส่วนหนึ่งของทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าของชุมชนทุ่งสงในอนาคตสอดคล้องกับทฤษฎีการสร้างสรรค์ด้วยปัญญา (Constructionism) ที่ว่า "การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดเมื่อผู้เรียนได้ลงมือสร้างสรรค์ชิ้นงานที่มีความหมายต่อตนเอง"
สอดคล้องกับงานวิจัยของ อนันต์ และคณะ (2566) ที่ได้ศึกษาผลของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างภาพลักษณ์จำลองตัวตนเพื่อแนะแนวอาชีพ พบว่า สื่อที่มีลักษณะเฉพาะบุคคล (Personalized Media) จะช่วยเพิ่มความผูกพันกับการเรียนรู้ (Student Engagement) และสร้างเจตคติเชิงบวกต่ออาชีพในท้องถิ่นได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้นักเรียนเกิดความสุขในการเรียนรู้และเกิดความรักความผูกพันต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน4. ด้านความสอดคล้องและความเหมาะสมของสื่อนวัตกรรมจากการที่รูปแบบการจัดการเรียนรู้และสื่อนวัตกรรม "ทุ่งสง Smart Career" มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) จากผู้เชี่ยวชาญสูงถึง 0.90 สะท้อนให้เห็นว่า นวัตกรรมมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาและมีความเหมาะสมในการนำไปปฏิบัติจริงในชั้นเรียน (Practicality)
สอดคล้องกับงานวิจัยของ วาสนา (2566) ที่พบว่า การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ที่มีคู่มือและแนวทางการเขียนคำสั่ง (Prompt Guide) ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญอย่างเป็นระบบ จะช่วยลดอุปสรรคและภาระงานของครูผู้สอน ทำให้กิจกรรมในห้องเรียนดำเนินไปได้อย่างราบรื่นข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญในการปรับปรุงคลังภาษาให้เหมาะสมกับวัย จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้กิจกรรมดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้นักเรียนเกิดความพึงพอใจในระดับมากที่สุด และสร้างสรรค์ชิ้นงานที่มีคุณภาพในระดับดีเยี่ยมดังที่ปรากฏ
3. ข้อเสนอแนะ
จากการศึกษานวัตกรรม เรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ SMART Model ร่วมกับนวัตกรรม AI 3 มิติ "ทุ่งสง Smart Career" เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพยุคดิจิทัล ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอน สถานศึกษา และนักวิจัย ดังนี้
3.1 ข้อเสนอแนะเพื่อการนำไปใช้
การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เนื่องจากนวัตกรรมนี้มีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในขั้นตอน A (AI Co-Creation) ครูผู้สอนควรตรวจสอบความเสถียรของสัญญาณอินเทอร์เน็ต และจัดเตรียมบัญชีผู้ใช้งาน (Accounts) สำหรับแพลตฟอร์ม AI ล่วงหน้า เพื่อให้การจัดการเรียนรู้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและลดอุปสรรคทางเทคนิค
การปรับปรุง Prompt ให้เหมาะสมกับระดับชั้น: ครูผู้สอนควรจัดทำ "คู่มือคำสั่ง AI (Prompt Guide)" ที่เป็นภาษาอังกฤษพื้นฐานที่ง่ายต่อการจดจำ เพื่อให้นักเรียนระดับประถมศึกษาสามารถสื่อสารกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการบูรณาการทักษะภาษาอังกฤษไปในตัว
การเชื่อมโยงกับปราชญ์ท้องถิ่น: ในขั้นตอน S (Survey & Sense) หากสถานศึกษาสามารถเชิญปราชญ์ชาวบ้านหรือผู้ประกอบอาชีพจริงในชุมชนทุ่งสงมาถ่ายทอดประสบการณ์ประกอบกับการสำรวจ จะช่วยให้นักเรียนเกิดความตระหนักและเห็นคุณค่าของอาชีพในท้องถิ่นได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น