การศึกษาความต้องการพัฒนาตนเองของครูมัธยมศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๒ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อยอาจารยางกูร) สังกัดเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา
12 ส.ค. 2563
อ่าน 21 ครั้ง
ดาวน์โหลด 0 ครั้ง
บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง การศึกษาความต้องการพัฒนาตนเองของครูมัธยมศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๒ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อยอาจารยางกูร) สังกัดเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทราชื่อผู้วิจัย นางอรทิพา เกตุมะยูรโรงเรียนเทศบาล ๒ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ปีที่วิจัย 2561 บทคัดย่อการวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสาระของความต้องการพัฒนาตนเองของครูมัธยมศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๒ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อยอาจารยางกูร) 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาตนเองของครูมัธยมศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๒ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อยอาจารยางกูร) และ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความต้องการพัฒนาตนเองของครูมัธยมศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๒ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อยอาจารยางกูร) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ ครูมัธยมศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๒ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อยอาจารยางกูร) สังกัดเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 100 % เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า และคำถามปลายเปิด ส่งไป 20 ชุด สถิติที่ใช้ใน
รายละเอียดผลงาน
ชื่อเรื่อง การศึกษาความต้องการพัฒนาตนเองของครูมัธยมศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๒ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อยอาจารยางกูร) สังกัดเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา<br />ชื่อผู้วิจัย นางอรทิพา เกตุมะยูร<br />โรงเรียนเทศบาล ๒ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) <br />ปีที่วิจัย 2561
บทคัดย่อ<br />การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสาระของความต้องการพัฒนาตนเองของครูมัธยมศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๒ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อยอาจารยางกูร) 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาตนเองของครูมัธยมศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๒ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อยอาจารยางกูร) และ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความต้องการพัฒนาตนเองของครูมัธยมศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๒ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อยอาจารยางกูร) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ ครูมัธยมศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๒ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อยอาจารยางกูร) สังกัดเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 100 % เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า และคำถามปลายเปิด ส่งไป 20 ชุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน <br />ผลการวิจัย พบว่า <br />1. สาระของความต้องการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 1) ต้องการการทำวิจัยในชั้นเรียน 2) ต้องการพัฒนาเทคนิคการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 3) ต้องการพัฒนาในเรื่องการจัดการในชั้นเรียน และ 4) ต้องการพัฒนาในเรื่องการวัดและประเมินผล โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ต้องการพัฒนาในเรื่องการจัดการในชั้นเรียน รองลงมา คือ ต้องการทำวิจัยในชั้นเรียน และการวัดและประเมินผล ต่ำสุด คือเรื่องเทคนิคการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ<br />2. วิธีการพัฒนาตนเองทั้ง 5 วิธี ได้แก่ 1) การศึกษาด้วยตนเอง 2) การฝึกอบรม 3) การเข้าร่วมสัมมนา 4) การศึกษาดูงาน และ 5) การศึกษาต่อ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ศึกษาด้วยตนเอง สูงที่สุด รองลงมา คือการฝึกอบรม การเข้าร่วมสัมมนา การศึกษาดูงาน ตามลำดับ ต่ำสุด คือการศึกษาต่อ <br />3. ข้อเสนอแนะด้านสาระของความต้องการพัฒนา พบว่า ครูมีความต้องการให้โรงเรียนควรจัดวัสดุ อุปกรณ์ การจัดการในชั้นเรียนให้เด็กเพียงพอกับความต้องการ มีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม สูงสุด รองลงมาคือ ควรมีการอบรมเรื่องการทำวิจัยในชั้นเรียน ต่ำสุดคือ ผู้บริหารควรทราบถึงปัญหาของครูในโรงเรียนที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เพื่อนำมาปรับปรุงและแก้ไข ด้านวิธีการพัฒนาตนเอง พบว่า ผู้บริหารควรจัดครูเข้าอบรมให้ตรงกับหน้าที่งานที่รับผิดชอบ มีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามสูงสุด รองลงมา คือ ควรใช้เวลาในการอบรมน้อย กระชับเนื้อหา ต่ำสุดคือ ควรมีการจัดสัมมนานอกสถานที่
บทคัดย่อ<br />การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสาระของความต้องการพัฒนาตนเองของครูมัธยมศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๒ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อยอาจารยางกูร) 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาตนเองของครูมัธยมศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๒ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อยอาจารยางกูร) และ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความต้องการพัฒนาตนเองของครูมัธยมศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๒ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อยอาจารยางกูร) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ ครูมัธยมศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๒ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อยอาจารยางกูร) สังกัดเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 100 % เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า และคำถามปลายเปิด ส่งไป 20 ชุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน <br />ผลการวิจัย พบว่า <br />1. สาระของความต้องการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 1) ต้องการการทำวิจัยในชั้นเรียน 2) ต้องการพัฒนาเทคนิคการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 3) ต้องการพัฒนาในเรื่องการจัดการในชั้นเรียน และ 4) ต้องการพัฒนาในเรื่องการวัดและประเมินผล โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ต้องการพัฒนาในเรื่องการจัดการในชั้นเรียน รองลงมา คือ ต้องการทำวิจัยในชั้นเรียน และการวัดและประเมินผล ต่ำสุด คือเรื่องเทคนิคการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ<br />2. วิธีการพัฒนาตนเองทั้ง 5 วิธี ได้แก่ 1) การศึกษาด้วยตนเอง 2) การฝึกอบรม 3) การเข้าร่วมสัมมนา 4) การศึกษาดูงาน และ 5) การศึกษาต่อ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ศึกษาด้วยตนเอง สูงที่สุด รองลงมา คือการฝึกอบรม การเข้าร่วมสัมมนา การศึกษาดูงาน ตามลำดับ ต่ำสุด คือการศึกษาต่อ <br />3. ข้อเสนอแนะด้านสาระของความต้องการพัฒนา พบว่า ครูมีความต้องการให้โรงเรียนควรจัดวัสดุ อุปกรณ์ การจัดการในชั้นเรียนให้เด็กเพียงพอกับความต้องการ มีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม สูงสุด รองลงมาคือ ควรมีการอบรมเรื่องการทำวิจัยในชั้นเรียน ต่ำสุดคือ ผู้บริหารควรทราบถึงปัญหาของครูในโรงเรียนที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เพื่อนำมาปรับปรุงและแก้ไข ด้านวิธีการพัฒนาตนเอง พบว่า ผู้บริหารควรจัดครูเข้าอบรมให้ตรงกับหน้าที่งานที่รับผิดชอบ มีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามสูงสุด รองลงมา คือ ควรใช้เวลาในการอบรมน้อย กระชับเนื้อหา ต่ำสุดคือ ควรมีการจัดสัมมนานอกสถานที่
ใบตอบรับดาวน์โหลดได้เฉพาะเจ้าของผลงานเท่านั้น