การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับ เทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
14 ต.ค. 2566
อ่าน 44 ครั้ง
ดาวน์โหลด 0 ครั้ง
บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับ เทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัย นายเพชรยันต์ พนมวนาภิรัต ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ หน่วยงาน โรงเรียนพิบูลมังสาหาร สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ปีที่จัดทำ 2565 บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้รูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้คือ นักเรีย
รายละเอียดผลงาน
ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับ
เทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ผู้วิจัย นายเพชรยันต์ พนมวนาภิรัต
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
หน่วยงาน โรงเรียนพิบูลมังสาหาร สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี
ปีที่จัดทำ 2565
บทคัดย่อ
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้รูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพิบูลมังสาหาร อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จำนวน 2 ห้องเรียน และสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับฉลาก (Simple Random Sampling) เป็น (กลุ่มทดลอง) จำนวน 40 คน และ (กลุ่มควบคุม) จำนวน 40 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) คู่มือประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน (ก่อนและหลังเรียนน) 3) แบบทดสอบวัดทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน (ก่อนและหลังเรียนน) 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (𝑥̅), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.), ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1/E2), ค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.), ค่าทดสอบความแตกต่างของข้อมูล หรือค่าที (t) โดยใช้ Dependent sample t-test (Paired samples t-test) เปรียบเทียบคะแนน ก่อนและหลังเรียน ภายในกลุ่มตัวอย่างเดียวกันและ Independent sample t-test เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม, ค่าความน่าจะเป็นเพื่อใช้ทดสอบ ระดับนัยสำคัญ (Sig.) ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม โดย (กลุ่มทดลอง) หมายถึง กลุ่มนักเรียนที่ผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ (กลุ่มควบคุม) หมายถึง กลุ่มนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบปกติ
ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิค การแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากการศึกษาเอกสาร หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ปรับปรุง 2560) การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา จิตวิทยาที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น สามารถพัฒนาเป็นขั้นการจัดการเรียนรู้ได้ ดังนี้ 1. ขั้นทำความเข้าใจปัญหา (Brainstorm) 2. ขั้นกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหา (Analyzing the problem) 3. ขั้นลงมือปฏิบัติ (Formulating learning and Self-study) 4. ขั้นตรวจสอบผลลัพธ์และสรุปคำตอบ (Looking back and results) 5. ขั้นเชื่อมโยงความรู้ (Connectivism) 6. ประเมินผลการเรียนรู้ (Evaluate of learning) 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิค การแก้ปัญหาของโพลยา ฯ (กลุ่มทดลอง) มีค่าสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05, ค่าประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา ฯ (E1/E2) เท่ากับ 80.04/84.13 ซึ่งมีค่าสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา ฯ มีประสิทธิภาพเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการจัดการเรียน การสอน, ค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา ฯ มีค่าเท่ากับ 0.753 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 0.50 แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา ฯ ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 75.30 ซึ่งเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน 3) ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ของนักเรียนหลังผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา ฯ (กลุ่มทดลอง) มีค่าสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ (กลุ่มทดลอง) และ (กลุ่มควบคุม) หลังเรียน พบว่า (กลุ่มทดลอง) มีการพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงกว่า (กลุ่มควบคุม) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 5) ความพึงพอใจของ (กลุ่มทดลอง) และ (กลุ่มควบคุม) หลังเรียน พบว่า (กลุ่มทดลอง) มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ “พึงพอใจมาก” และมีค่าสูงกว่า (กลุ่มควบคุม) อีกด้วย
เทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ผู้วิจัย นายเพชรยันต์ พนมวนาภิรัต
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
หน่วยงาน โรงเรียนพิบูลมังสาหาร สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี
ปีที่จัดทำ 2565
บทคัดย่อ
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้รูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพิบูลมังสาหาร อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จำนวน 2 ห้องเรียน และสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับฉลาก (Simple Random Sampling) เป็น (กลุ่มทดลอง) จำนวน 40 คน และ (กลุ่มควบคุม) จำนวน 40 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) คู่มือประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน (ก่อนและหลังเรียนน) 3) แบบทดสอบวัดทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน (ก่อนและหลังเรียนน) 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (𝑥̅), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.), ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1/E2), ค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.), ค่าทดสอบความแตกต่างของข้อมูล หรือค่าที (t) โดยใช้ Dependent sample t-test (Paired samples t-test) เปรียบเทียบคะแนน ก่อนและหลังเรียน ภายในกลุ่มตัวอย่างเดียวกันและ Independent sample t-test เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม, ค่าความน่าจะเป็นเพื่อใช้ทดสอบ ระดับนัยสำคัญ (Sig.) ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม โดย (กลุ่มทดลอง) หมายถึง กลุ่มนักเรียนที่ผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ (กลุ่มควบคุม) หมายถึง กลุ่มนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบปกติ
ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิค การแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากการศึกษาเอกสาร หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ปรับปรุง 2560) การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา จิตวิทยาที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น สามารถพัฒนาเป็นขั้นการจัดการเรียนรู้ได้ ดังนี้ 1. ขั้นทำความเข้าใจปัญหา (Brainstorm) 2. ขั้นกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหา (Analyzing the problem) 3. ขั้นลงมือปฏิบัติ (Formulating learning and Self-study) 4. ขั้นตรวจสอบผลลัพธ์และสรุปคำตอบ (Looking back and results) 5. ขั้นเชื่อมโยงความรู้ (Connectivism) 6. ประเมินผลการเรียนรู้ (Evaluate of learning) 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิค การแก้ปัญหาของโพลยา ฯ (กลุ่มทดลอง) มีค่าสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05, ค่าประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา ฯ (E1/E2) เท่ากับ 80.04/84.13 ซึ่งมีค่าสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา ฯ มีประสิทธิภาพเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการจัดการเรียน การสอน, ค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา ฯ มีค่าเท่ากับ 0.753 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 0.50 แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา ฯ ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 75.30 ซึ่งเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน 3) ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ของนักเรียนหลังผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา ฯ (กลุ่มทดลอง) มีค่าสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ (กลุ่มทดลอง) และ (กลุ่มควบคุม) หลังเรียน พบว่า (กลุ่มทดลอง) มีการพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงกว่า (กลุ่มควบคุม) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 5) ความพึงพอใจของ (กลุ่มทดลอง) และ (กลุ่มควบคุม) หลังเรียน พบว่า (กลุ่มทดลอง) มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ “พึงพอใจมาก” และมีค่าสูงกว่า (กลุ่มควบคุม) อีกด้วย
ใบตอบรับดาวน์โหลดได้เฉพาะเจ้าของผลงานเท่านั้น