26 มิ.ย. 2569 · หมวดหมู่ นวัตกรรมการศึกษา · อ่าน 3 ครั้ง · ดาวน์โหลด 0 ครั้ง

การศึกษาผลของการใช้สื่อหนังสือเล่มยักษ์ (Big Book) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อพัฒนาพฤติกรรมการยอมรับความแตกต่างและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้สื่อหนังสือเล่มยักษ์ (Big Book) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่มีต่อพฤติกรรมการยอมรับความแตกต่างและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๕ (วัดกลางวรวิหาร) จำนวน 30 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อหนังสือเล่มยักษ์ร่วมกับ Active Learning 2) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) แบบประเมินพฤติกรรมการยอมรับความแตกต่าง จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบค่าที (t-test Dependent)
ผลการวิจัยพบว่า
คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 พฤติกรรมการยอมรับความแตกต่างและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของนักเรียนหลังได้รับการจ

รายละเอียดผลงาน

บทที่ 1
บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญ
สังคมในปัจจุบันเป็นสังคมที่ประกอบด้วยความหลากหลายของผู้คน ทั้งด้านเชื้อชาติ ลักษณะทางกายภาพ รูปร่าง หน้าตา สีผิว และช่วงวัย ความหลากหลายดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจนในบริบทของสถานศึกษา โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษา ซึ่งห้องเรียนหนึ่งห้องอาจประกอบด้วยนักเรียนที่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เด็กบางคนมีรูปร่างสูงใหญ่ บางคนตัวเล็ก บางคนผิวขาว บางคนผิวเข้ม บางคนมีอายุมากกว่าหรือน้อยกว่าเพื่อนในชั้นเดียวกัน ความแตกต่างเหล่านี้หากผู้เรียนยังขาดความเข้าใจ อาจนำไปสู่พฤติกรรมการล้อเลียน การแบ่งกลุ่ม การไม่ยอมรับกัน และก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในห้องเรียนได้
รายวิชาหน้าที่พลเมือง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มีเป้าหมายสำคัญในการปลูกฝังให้ผู้เรียนตระหนักถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติ ยอมรับความหลากหลาย เคารพสิทธิของผู้อื่น และเห็นคุณค่าของความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งสอดคล้องกับหน่วยการเรียนรู้ที่ 4 “สังคมแห่งความหลากหลายนำชัยสู่สันติสุข” เรื่อง “ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างบุคคล”
อย่างไรก็ตาม การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการบรรยายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้เรียนระดับประถมศึกษาเกิดความเข้าใจเชิงลึกและซึมซับพฤติกรรมดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรม ผู้เรียนในวัยนี้เรียนรู้ได้ดีจากภาพ เสียง การลงมือปฏิบัติ และกิจกรรมที่กระตุ้นความสนใจ ผู้วิจัยจึงได้ออกแบบสื่อ หนังสือเล่มยักษ์ (Big Book) ที่มีภาพประกอบ นิทาน เกม และแบบฝึกในเล่ม ควบคู่กับ สื่อเสียงประกอบ เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ผ่านหลายประสาทสัมผัส (Multisensory Learning) และจัดการเรียนรู้ในรูปแบบ Active Learning ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่
แนวทางดังกล่าวคาดว่าจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจ พฤติกรรม และเจตคติที่ดีต่อการยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสันติ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของรายวิชาหน้าที่พลเมืองและการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อดังกล่าวร่วมกับแนวคิด Active Learning จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย (Meaningful Learning) สามารถเชื่อมโยงกับชีวิตจริง และพัฒนาทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างเหมาะสม
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาผลของการใช้สื่อหนังสือเล่มยักษ์ (Big Book)ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อพัฒนาพฤติกรรมการยอมรับความแตกต่างและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทห้องเรียนที่มีความหลากหลาย และส่งเสริมการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน



วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องความเหมือนและความแตกต่างระหว่างบุคคล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อหนังสือเล่มยักษ์ (Big Book) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning
2. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการยอมรับและอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสันติ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างการจัดการเรียนรู้
3. เพื่อศึกษาความสนใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ต่อการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านสื่อหนังสือเล่มยักษ์ (Big Book)

สมมติฐานการวิจัย
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
2. นักเรียนมีพฤติกรรมการยอมรับและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในระดับมากที่สุด
3. นักเรียนมีความสนใจต่อการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด

ขอบเขตของการวิจัย
การศึกษาครั้งนี้ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน

กรอบแนวคิดในการวิจัย
ตัวแปรต้น
การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้ หนังสือเล่มยักษ์ (Big Book) ร่วมกับสื่อเสียงประกอบ
ตัวแปรตาม
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2. พฤติกรรมการยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล
3. ความสนใจต่อการเรียนรู้

นิยามศัพท์
เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดนิยามศัพท์เฉพาะ ดังนี้
1. การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติ คิด วิเคราะห์ ตอบคำถาม เล่นเกม และทำแบบฝึกจากสื่อหนังสือเล่มยักษ์และสื่อเสียง โดยครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้
2. หนังสือเล่มยักษ์ (Big Book) หมายถึง สื่อการเรียนรู้รูปแบบหนังสือภาพขนาดใหญ่ เรื่อง “ห้องเรียนของเราที่แสนพิเศษ” ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วยนิทานภาพ เกม และแบบฝึกในเล่ม เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างบุคคล
3. สื่อเสียงประกอบ (Audio Media) หมายถึง เสียงบรรยายเนื้อเรื่อง เสียงตัวละคร และเสียงประกอบบรรยากาศ ที่ใช้ร่วมกับหนังสือเล่มยักษ์ เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ผ่านการฟัง ควบคู่กับการมองเห็นภาพ
4. การเรียนรู้ผ่านหลายประสาทสัมผัส (Multisensory Learning) หมายถึง การเรียนรู้ที่ผู้เรียนใช้การมองเห็น การฟัง การพูด และการลงมือปฏิบัติร่วมกันผ่านกิจกรรมจากหนังสือเล่มยักษ์และสื่อเสียง
5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่นักเรียนได้รับจากแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล ในรายวิชาหน้าที่พลเมือง
6. พฤติกรรมการยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล หมายถึง การแสดงออกของนักเรียนที่ยอมรับเพื่อนที่มีความแตกต่างด้านรูปร่าง เพศ สีผิว อายุ และลักษณะทางกายภาพ ซึ่งประเมินจากแบบสังเกตพฤติกรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
7. ความสนใจต่อการเรียนรู้ หมายถึง ระดับความตั้งใจ ความกระตือรือร้น และการมีส่วนร่วมของนักเรียนระหว่างกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งประเมินจากแบบประเมินความสนใจของนักเรียน
8. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 30 คน ที่กำลังศึกษาใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้
9. ความแตกต่างระหว่างบุคคล หมายถึง ความแตกต่างด้านเพศ รูปร่าง สีผิว อายุ และลักษณะทางกายภาพของบุคคล ซึ่งเป็นเนื้อหาหลักในหน่วยการเรียนรู้

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเหมือนและความแตกต่างระหว่างบุคคล และสามารถยอมรับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม
2. นักเรียนมีพฤติกรรมการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสันติ เคารพ ให้เกียรติ และช่วยเหลือกันในห้องเรียน
3. ครูมีแนวทางในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่ส่งเสริมการยอมรับความหลากหลายของผู้เรียนในชั้นเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. ได้รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับรายวิชาหน้าที่พลเมืองหรือรายวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอยู่ร่วมกันในสังคม
5. สถานศึกษามีแนวทางส่งเสริมบรรยากาศห้องเรียนที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของผู้เรียนที่มีความหลากหลาย







บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

การวิจัยเรื่อง การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้หนังสือเล่มยักษ์ร่วมกับ สื่อเสียง เพื่อส่งเสริมการยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาเป็นกรอบในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ เครื่องมือวิจัย และการวิเคราะห์ผล โดยแบ่งการนำเสนอออกเป็นหัวข้อดังนี้
1. แนวคิดเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างบุคคล
2. แนวคิดการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม
3. ทฤษฎีทางจิตวิทยาการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง
4. แนวคิดและหลักการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning
5. แนวคิดการเรียนรู้ผ่านหลายประสาทสัมผัส (Multisensory Learning)
6. แนวคิดการใช้สื่อหนังสือเล่มยักษ์ (Big Book)
7. แนวคิดการใช้สื่อเสียงร่วมกับภาพในการเรียนรู้
8. ความเชื่อมโยงกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ปรับปรุง 2560)
9. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ

1. แนวคิดเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Differences)
ความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นหลักการพื้นฐานทางจิตวิทยาการศึกษา ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตนทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา และสังคม (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2556) ความแตกต่างเหล่านี้มีผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ การปรับตัว และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมโรงเรียน
Bloom (1976) อธิบายว่า ผู้เรียนแต่ละคนมีพื้นฐานและศักยภาพต่างกัน ผู้สอนจึงต้องออกแบบการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันภายใต้ความหลากหลาย และส่งเสริมการยอมรับซึ่งกันและกัน
ในบริบทของห้องเรียนระดับประถมศึกษา ความแตกต่างที่สังเกตได้ชัด ได้แก่ เพศ รูปร่าง สีผิว อายุ ความสามารถ และพื้นฐานครอบครัว ซึ่งหากไม่ได้รับการปลูกฝังที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่พฤติกรรมล้อเลียน แบ่งกลุ่ม และความขัดแย้งในห้องเรียน

2. แนวคิดการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม
Banks (2008) เสนอว่า การศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรมต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจ ยอมรับ และเคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรม ความเชื่อ และวิถีชีวิต
Gay (2010) เสนอแนวคิด Culturally Responsive Teaching ว่าการจัดการเรียนรู้ต้องคำนึงถึงความหลากหลายของผู้เรียน เพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัยและเท่าเทียม
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับบริบทห้องเรียนที่มีนักเรียนหลากหลายเชื้อชาติ รูปร่าง และช่วงวัย ซึ่งต้องปลูกฝังให้ผู้เรียนเรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

3. ทฤษฎีทางจิตวิทยาการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง
3.1 ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism)
ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์มีแนวคิดสำคัญว่า ความรู้ไม่ได้เกิดจากการถ่ายทอดโดยตรงจากผู้สอนสู่ผู้เรียน แต่ผู้เรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ขึ้นด้วยตนเองผ่านประสบการณ์ การลงมือปฏิบัติ และการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
Piaget (1972) อธิบายว่า พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กเกิดจากกระบวนการปรับโครงสร้างความคิด (Schema) ผ่านการซึมซับประสบการณ์ใหม่ (Assimilation) และการปรับเปลี่ยนความคิดเดิม (Accommodation) ดังนั้น การจัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้พบเห็นสถานการณ์จริง ได้สังเกต ได้คิด และได้ลงมือทำ จะช่วยให้เด็กสร้างความเข้าใจได้อย่างมีความหมาย
Vygotsky (1978) เน้นบทบาทของสังคมและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในการเรียนรู้ โดยเสนอแนวคิดเขตพัฒนาการใกล้ชิด (Zone of Proximal Development: ZPD) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เด็กสามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้ดีขึ้นเมื่อได้รับการช่วยเหลือ แนะนำ หรือทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น ทั้งครูและเพื่อน
แนวคิดนี้สอดคล้องกับการใช้หนังสือเล่มยักษ์และกิจกรรม Active Learning ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน ผ่านการสนทนา การตอบคำถาม การเล่นเกม และการทำแบบฝึกในเล่ม ซึ่งทำให้ผู้เรียนเกิดการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ “ความแตกต่างระหว่างบุคคล” จากประสบการณ์ตรงและการแลกเปลี่ยนกับเพื่อนในชั้นเรียน
3.2 ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory)
ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของ Bandura (1986) อธิบายว่า การเรียนรู้ของมนุษย์จำนวนมากเกิดจากการสังเกตพฤติกรรมของผู้อื่น (Observational Learning) และการเลียนแบบ (Modeling) โดยไม่จำเป็นต้องเกิดจากประสบการณ์ตรงเสมอไป เด็กสามารถเรียนรู้วิธีการปฏิบัติตน ทัศนคติ และค่านิยมจากการมองเห็นแบบอย่างรอบตัว
Bandura เสนอองค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้จากการสังเกต 4 ขั้นตอน ได้แก่
- ความตั้งใจสังเกต (Attention)
- การจดจำ (Retention)
- การแสดงพฤติกรรม (Reproduction)
- แรงจูงใจ (Motivation)
ในบริบทของห้องเรียน เมื่อครูและเพื่อนนักเรียนแสดงพฤติกรรมที่ยอมรับความแตกต่าง ไม่ล้อเลียน ให้เกียรติ และช่วยเหลือกัน เด็กจะซึมซับพฤติกรรมเหล่านี้และนำไปปฏิบัติตาม
การจัดกิจกรรมผ่านนิทานภาพในหนังสือเล่มยักษ์ ซึ่งมีตัวละครที่มีความแตกต่างด้านรูปร่าง เพศ สีผิว และอายุ แต่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ทำหน้าที่เป็น “แบบอย่างทางสังคม” ให้ผู้เรียนได้สังเกตและเลียนแบบพฤติกรรมที่เหมาะสม อีกทั้งกิจกรรมกลุ่ม เกม และแบบฝึก ยังเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกปฏิบัติพฤติกรรมดังกล่าวจริงในชั้นเรียน
ดังนั้น ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมจึงสนับสนุนแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ใช้สื่อภาพ นิทาน และกิจกรรมกลุ่ม เพื่อปลูกฝังพฤติกรรมการยอมรับความแตกต่างและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้อย่างเป็นรูปธรรม
Bandura (1986) อธิบายว่า เด็กเรียนรู้พฤติกรรมจากการสังเกตแบบอย่าง ซึ่งในกิจกรรมกลุ่ม เด็กจะเรียนรู้การยอมรับผู้อื่นผ่านการมีปฏิสัมพันธ์

4. แนวคิดและหลักการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning
Bonwell & Eison (1991) อธิบายว่า Active Learning คือกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น ผ่านการลงมือปฏิบัติ การคิดวิเคราะห์ การตั้งคำถาม การอภิปราย และการสะท้อนความคิดของตนเอง แทนการนั่งฟังบรรยายเพียงอย่างเดียว ผู้เรียนจึงมีบทบาทเป็น “ผู้สร้างการเรียนรู้” มากกว่า “ผู้รับความรู้”
ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2557) อธิบายเพิ่มเติมว่า Active Learning เป็นแนวทางที่ส่งเสริมทักษะการคิดขั้นสูง (Higher-order thinking) ทักษะการสื่อสาร และทักษะทางสังคม เพราะผู้เรียนต้องแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำงานร่วมกัน และแก้ปัญหาร่วมกับผู้อื่น
หลักการสำคัญของ Active Learning ได้แก่
1. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างแท้จริง
2. ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ และแสดงความคิดเห็น
3. ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจากสถานการณ์หรือสื่อที่ใกล้ตัว
4. ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อน
การใช้ นิทานภาพ เกม และการสนทนาในหนังสือเล่มยักษ์ (Big Book) สอดคล้องกับแนวคิด Active Learning อย่างชัดเจน เนื่องจากนักเรียนไม่ได้เป็นเพียงผู้ฟังเรื่องราว แต่ได้มีส่วนร่วมในการตอบคำถาม แสดงความเห็น เล่นเกม ทำกิจกรรมกลุ่ม และเชื่อมโยงเรื่องราวกับประสบการณ์ของตนเอง ส่งผลให้การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างมีความหมายและคงทน

5. แนวคิดการเรียนรู้ผ่านหลายประสาทสัมผัส (Multisensory Learning)
แนวคิดการเรียนรู้ผ่านหลายประสาทสัมผัสเชื่อว่า การที่ผู้เรียนได้รับข้อมูลผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน เช่น การมองเห็น (Visual) การได

ใบตอบรับดาวน์โหลดได้เฉพาะเจ้าของผลงานเท่านั้น