การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยวิธีโฟนิกส์ (Phonics) ร่วมกับการใช้บัตรคำรูปภาพ (flash card) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
3 ส.ค. 2569
อ่าน 10 ครั้ง
ดาวน์โหลด 0 ครั้ง
บทคัดย่อ
มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาและเปรียบเทียบทักษะการอ่านสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยวิธีโฟนิกส์ (Phonics) ร่วมกับการใช้บัตรคำรูปภาพ (flash card) ของนักเรียนระดับชั้นประถม ศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียน ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยวิธีโฟนิกส์ (Phonics) ร่วมกับการใช้บัตรคำรูปภาพ (flash card) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
รายละเอียดผลงาน
ชื่อผลงาน การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยวิธีโฟนิกส์ (Phonics) ร่วมกับการใช้บัตรคำรูปภาพ (flash card) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
1. ความเป็นมาและความสำคัญ
ในปัจจุบันภาษาอังกฤษนั้นมีความสำคัญในทุกๆด้าน กระทรวงศึกษาธิการจึงได้จัดทำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยกำหนดให้มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษทุกช่วงชั้น เพื่อให้ประชากรของชาติสามารถสื่อสารกับนานาชาติด้วยภาษาอังกฤษ
ทั้งทางด้านการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน และการเริ่มเรียนภาษานั้นการออกเสียงจึงเป็นสิ่งสำคัญและควรออกเสียงให้ถูกต้องตั้งแต่แรก เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการออกเสียง ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดคุณภาพของผู้เรียนเมื่อจบประถมศึกษา
ปีที่ 3 ในด้านของการอ่านออกเสียง คำ กลุ่มคำ ประโยคง่ายๆ และบทพูดเข้าจังหวะง่ายๆ ถูกต้องตามหลักการอ่าน บอกความหมายของคำ ตอบคำถามจากการฟังหรืออ่านประโยค บทสนทนาหรือนิทานง่ายๆ ดังนั้น การปูพื้นฐานให้ผู้เรียนมีความรู้ในการอ่านออกเสียงให้ถูกวิธีนั้นจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถอ่านเสียงภาษาอังกฤษอย่างถูกต้อง (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, หน้า 220-222)
อย่างไรก็ตาม คนไทยนั้นมีปัญหามากมายในการออกเสียงภาษาอังกฤษ เนื่องมาจากความแตกต่างระหว่างระบบเสียงภาษาอังกฤษกับระบบเสียงภาษาไทย การที่จะให้ผู้เรียนสามารถออกเสียงได้ถูกต้องใกล้เคียงกับเจ้าของภาษาและป้องกันมิให้ผู้เรียนออกเสียงผิดจึงควรสร้างพื้นฐานและปลูกฝังลักษณะนิสัยในการออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจนตั้งแต่เด็กในระยะเริ่มต้นหรือประถมศึกษา (จีรนันท์ เมฆวงษ์, 2547 : 2) นอกจากนี้ ปริสุทธิ์ บุษบาและแสงสุรีย์ ดวงคำน้อย (2565) กล่าวว่า ปัญหาการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับเด็กไทยนั้น คือการออกเสียงคำศัพท์ เนื่องจากภาษาอังกฤษมีระบบเสียงที่แตกต่างจากระบบเสียงไทย จึงทำให้เด็กนักเรียนไทยขาดความเชื่อมโยงตัวอักษรและเสียงทำให้สับสนและออกเสียงผิด ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้เด็กนักเรียนอ่านออกเสียงผิดและไม่เข้าใจความหมายของคำศัพท์ที่ออกเสียงไปอีกด้วย ซึ่งการสอนแบบโฟนิกส์เป็นวิธีการสอนที่เริ่มจากการรู้จักการออกเสียงของแต่ละตัวอักษร นำไปสู่หลักการผสมเสียงและการออกเสียง ทำให้นักเรียนสามารถอ่านออกเสียงได้เอง และสามารถพัฒนาการอ่านออกเสียงได้ด้วยตนเองผ่านการทำซ้ำๆ ยิ่งนักเรียนฝึกการผสมเสียงมากก็จะทำให้นักเรียนสามารถจำการออกเสียงแต่ละตัวอักษรได้แม่นยำ
มากขึ้น จนนำไปสู่พื้นฐานการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และจากการสังเกตในรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน ระดับชั้นประถมศึกษาที่ผ่านมา พบว่า ปัญหาส่วนใหญ่ของนักเรียน คือ นักเรียนไม่สามารถอ่านออกเสียงคำศัพท์ได้ ถึงแม้ว่านักเรียนสามารถพูดคำศัพท์และฟังแล้วเข้าใจว่าคำศัพท์นั้นแปลว่าอะไร แต่เมื่ออยู่ในรูปของตัวอักษรแล้ว นักเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถอ่านออกเสียงและแปลให้เข้าใจได้
ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธี
โฟนิกส์ (Phonics) ร่วมกับการใช้บัตรคำรูปภาพ (flash cards) ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังบง จังหวัดสกลนคร
2. วัตถุประสงค์
1. เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยวิธีโฟนิกส์ (Phonics) ร่วมกับการใช้บัตรคำรูปภาพ (flash card)
2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยวิธีโฟนิกส์ (Phonics) ร่วมกับการใช้บัตรคำรูปภาพ (flash card) ก่อนและหลังเรียน
3. เป้าหมาย
1. เป้าหมายเชิงปริมาณ
เพื่อให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังบง มีคะแนนการทดสอบการอ่านสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50
2. เป้าหมายเชิงคุณภาพ
2.1 เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจในหลักการออกเสียงพยัญชนะและสระ (Phonemic Awareness) และสามารถประสมเสียงเพื่ออ่านคำศัพท์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนได้
อย่างถูกต้อง
2.2 เพื่อให้นักเรียนสามารถสร้างความจำระยะยาว (Long-term Memory)
โดยการเชื่อมโยงภาพลักษณ์ของคำศัพท์ (Visual) กับเสียง (Sound) และความหมาย (Meaning)
ได้อย่างเป็นระบบ
4. กระบวนการพัฒนาผลงานหรือขั้นตอนการดำเนินงาน
1. การเตรียมการวิจัย
1.1 การเตรียมการวิจัย
1.2 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้บัตรคำและวิธีโฟนิกส์
1.3 กำหนดกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน
บ้านวังบง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 22 คน โดยเลือกแบบเจาะจง
1.4 สร้างเครื่องมือ ได้แก่ บัตรคำรูปภาพ, แผนการจัดการเรียนรู้, แบบทดสอบก่อน - หลังเรียน
2. การทดลองสอน
2.1 จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยวิธีโฟนิกส์ร่วมกับการใช้บัตรคำรูปภาพตามแผน
การจัดการเรียนรู้ที่ออกแบบ
2.2 ใช้กิจกรรมฝึกอ่านสะกดคำ เช่น การสะกดเสียงตามหลักโฟนิกส์, เกมส์, ฯลฯ
3. การเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้
- ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test)
- ดำเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้
- ทดสอบหลังเรียน (Post-test)
4. การวิเคราะห์ข้อมูล
4.1 วิเคราะห์คะแนน Pre-test และ Post-test โดยใช้สถิติ เช่น ค่าเฉลี่ย ร้อยละ
4.2 สรุปผลการวิจัยและอภิปรายผล
5. ผลการดำเนินการ/ผลสัมฤทธิ์/ประโยชน์ที่ได้รับ
ผลการดำเนินงาน
จากผลการดำเนินการวิจัยสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีโฟนิกส์ร่วมกับบัตรคำรูปภาพ สามารถพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น มีความเข้าใจหลักการออกเสียงและสามารถประสมเสียงเพื่ออ่านคำศัพท์ได้ถูกต้องมากขึ้น รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงภาพ เสียง และความหมายของคำศัพท์ ทำให้เกิดการจดจำคำศัพท์ได้ดีและยาวนาน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ผลการศึกษาการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีโฟนิกส์ (Phonics) ร่วมกับการใช้บัตรคำรูปภาพ (Flash Card) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบก่อนเรียนเท่ากับ 3.90 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 19.50 แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ภายหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีโฟนิกส์ร่วมกับบัตรคำรูปภาพ นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบหลังเรียนเท่ากับ 10.09 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 50.45 ซึ่งสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน โดยมีค่าผลต่างของคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 6.18 คะแนน หรือคิดเป็นร้อยละ 30.90
จากผลการศึกษาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีโฟนิกส์ร่วมกับการใช้บัตรคำรูปภาพ สามารถช่วยพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลให้นักเรียนสามารถอ่านออกเสียงคำศัพท์
ได้ถูกต้องและมีความเข้าใจในการเชื่อมโยงเสียงกับตัวอักษรมากยิ่งขึ้น
ประโยชน์ที่ได้รับ
1. นักเรียนได้พัฒนาการออกเสียงภาษาอังกฤษอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเรียนระดับสูงต่อไป
2. เป็นแนวทางสำหรับครูในการนำวิธีการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics) ร่วมกับการใช้บัตรคำรูปภาพ (flash card)
3. นักเรียนมีความสุขในการเรียนภาษาอังกฤษ
6. บทสรุป
6.1 ปัจจัยความสำเร็จ
ความสำเร็จของการดำเนินการวิจัยครั้งนี้เกิดจากการเลือกใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับพัฒนาการของผู้เรียน โดยการนำวิธีการสอนแบบโฟนิกส์ร่วมกับการใช้บัตรคำรูปภาพมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงตัวอักษร เสียง และความหมายของคำศัพท์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และการใช้สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและสามารถพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6.2 บทเรียนที่ได้รับ (Lesson Learned)
จากการดำเนินการวิจัยครั้งนี้พบว่า การใช้สื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัยของผู้เรียนสามารถช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ด้านคำศัพท์และการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ช่วยสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้และทำให้ผู้เรียนมีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ
มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ครูผู้สอนควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน และปรับรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดใน
การจัดการเรียนการสอน
1. ความเป็นมาและความสำคัญ
ในปัจจุบันภาษาอังกฤษนั้นมีความสำคัญในทุกๆด้าน กระทรวงศึกษาธิการจึงได้จัดทำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยกำหนดให้มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษทุกช่วงชั้น เพื่อให้ประชากรของชาติสามารถสื่อสารกับนานาชาติด้วยภาษาอังกฤษ
ทั้งทางด้านการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน และการเริ่มเรียนภาษานั้นการออกเสียงจึงเป็นสิ่งสำคัญและควรออกเสียงให้ถูกต้องตั้งแต่แรก เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการออกเสียง ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดคุณภาพของผู้เรียนเมื่อจบประถมศึกษา
ปีที่ 3 ในด้านของการอ่านออกเสียง คำ กลุ่มคำ ประโยคง่ายๆ และบทพูดเข้าจังหวะง่ายๆ ถูกต้องตามหลักการอ่าน บอกความหมายของคำ ตอบคำถามจากการฟังหรืออ่านประโยค บทสนทนาหรือนิทานง่ายๆ ดังนั้น การปูพื้นฐานให้ผู้เรียนมีความรู้ในการอ่านออกเสียงให้ถูกวิธีนั้นจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถอ่านเสียงภาษาอังกฤษอย่างถูกต้อง (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, หน้า 220-222)
อย่างไรก็ตาม คนไทยนั้นมีปัญหามากมายในการออกเสียงภาษาอังกฤษ เนื่องมาจากความแตกต่างระหว่างระบบเสียงภาษาอังกฤษกับระบบเสียงภาษาไทย การที่จะให้ผู้เรียนสามารถออกเสียงได้ถูกต้องใกล้เคียงกับเจ้าของภาษาและป้องกันมิให้ผู้เรียนออกเสียงผิดจึงควรสร้างพื้นฐานและปลูกฝังลักษณะนิสัยในการออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจนตั้งแต่เด็กในระยะเริ่มต้นหรือประถมศึกษา (จีรนันท์ เมฆวงษ์, 2547 : 2) นอกจากนี้ ปริสุทธิ์ บุษบาและแสงสุรีย์ ดวงคำน้อย (2565) กล่าวว่า ปัญหาการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับเด็กไทยนั้น คือการออกเสียงคำศัพท์ เนื่องจากภาษาอังกฤษมีระบบเสียงที่แตกต่างจากระบบเสียงไทย จึงทำให้เด็กนักเรียนไทยขาดความเชื่อมโยงตัวอักษรและเสียงทำให้สับสนและออกเสียงผิด ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้เด็กนักเรียนอ่านออกเสียงผิดและไม่เข้าใจความหมายของคำศัพท์ที่ออกเสียงไปอีกด้วย ซึ่งการสอนแบบโฟนิกส์เป็นวิธีการสอนที่เริ่มจากการรู้จักการออกเสียงของแต่ละตัวอักษร นำไปสู่หลักการผสมเสียงและการออกเสียง ทำให้นักเรียนสามารถอ่านออกเสียงได้เอง และสามารถพัฒนาการอ่านออกเสียงได้ด้วยตนเองผ่านการทำซ้ำๆ ยิ่งนักเรียนฝึกการผสมเสียงมากก็จะทำให้นักเรียนสามารถจำการออกเสียงแต่ละตัวอักษรได้แม่นยำ
มากขึ้น จนนำไปสู่พื้นฐานการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และจากการสังเกตในรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน ระดับชั้นประถมศึกษาที่ผ่านมา พบว่า ปัญหาส่วนใหญ่ของนักเรียน คือ นักเรียนไม่สามารถอ่านออกเสียงคำศัพท์ได้ ถึงแม้ว่านักเรียนสามารถพูดคำศัพท์และฟังแล้วเข้าใจว่าคำศัพท์นั้นแปลว่าอะไร แต่เมื่ออยู่ในรูปของตัวอักษรแล้ว นักเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถอ่านออกเสียงและแปลให้เข้าใจได้
ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธี
โฟนิกส์ (Phonics) ร่วมกับการใช้บัตรคำรูปภาพ (flash cards) ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังบง จังหวัดสกลนคร
2. วัตถุประสงค์
1. เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยวิธีโฟนิกส์ (Phonics) ร่วมกับการใช้บัตรคำรูปภาพ (flash card)
2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยวิธีโฟนิกส์ (Phonics) ร่วมกับการใช้บัตรคำรูปภาพ (flash card) ก่อนและหลังเรียน
3. เป้าหมาย
1. เป้าหมายเชิงปริมาณ
เพื่อให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังบง มีคะแนนการทดสอบการอ่านสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50
2. เป้าหมายเชิงคุณภาพ
2.1 เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจในหลักการออกเสียงพยัญชนะและสระ (Phonemic Awareness) และสามารถประสมเสียงเพื่ออ่านคำศัพท์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนได้
อย่างถูกต้อง
2.2 เพื่อให้นักเรียนสามารถสร้างความจำระยะยาว (Long-term Memory)
โดยการเชื่อมโยงภาพลักษณ์ของคำศัพท์ (Visual) กับเสียง (Sound) และความหมาย (Meaning)
ได้อย่างเป็นระบบ
4. กระบวนการพัฒนาผลงานหรือขั้นตอนการดำเนินงาน
1. การเตรียมการวิจัย
1.1 การเตรียมการวิจัย
1.2 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้บัตรคำและวิธีโฟนิกส์
1.3 กำหนดกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน
บ้านวังบง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 22 คน โดยเลือกแบบเจาะจง
1.4 สร้างเครื่องมือ ได้แก่ บัตรคำรูปภาพ, แผนการจัดการเรียนรู้, แบบทดสอบก่อน - หลังเรียน
2. การทดลองสอน
2.1 จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยวิธีโฟนิกส์ร่วมกับการใช้บัตรคำรูปภาพตามแผน
การจัดการเรียนรู้ที่ออกแบบ
2.2 ใช้กิจกรรมฝึกอ่านสะกดคำ เช่น การสะกดเสียงตามหลักโฟนิกส์, เกมส์, ฯลฯ
3. การเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้
- ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test)
- ดำเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้
- ทดสอบหลังเรียน (Post-test)
4. การวิเคราะห์ข้อมูล
4.1 วิเคราะห์คะแนน Pre-test และ Post-test โดยใช้สถิติ เช่น ค่าเฉลี่ย ร้อยละ
4.2 สรุปผลการวิจัยและอภิปรายผล
5. ผลการดำเนินการ/ผลสัมฤทธิ์/ประโยชน์ที่ได้รับ
ผลการดำเนินงาน
จากผลการดำเนินการวิจัยสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีโฟนิกส์ร่วมกับบัตรคำรูปภาพ สามารถพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น มีความเข้าใจหลักการออกเสียงและสามารถประสมเสียงเพื่ออ่านคำศัพท์ได้ถูกต้องมากขึ้น รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงภาพ เสียง และความหมายของคำศัพท์ ทำให้เกิดการจดจำคำศัพท์ได้ดีและยาวนาน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ผลการศึกษาการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีโฟนิกส์ (Phonics) ร่วมกับการใช้บัตรคำรูปภาพ (Flash Card) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบก่อนเรียนเท่ากับ 3.90 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 19.50 แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ภายหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีโฟนิกส์ร่วมกับบัตรคำรูปภาพ นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบหลังเรียนเท่ากับ 10.09 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 50.45 ซึ่งสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน โดยมีค่าผลต่างของคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 6.18 คะแนน หรือคิดเป็นร้อยละ 30.90
จากผลการศึกษาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีโฟนิกส์ร่วมกับการใช้บัตรคำรูปภาพ สามารถช่วยพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลให้นักเรียนสามารถอ่านออกเสียงคำศัพท์
ได้ถูกต้องและมีความเข้าใจในการเชื่อมโยงเสียงกับตัวอักษรมากยิ่งขึ้น
ประโยชน์ที่ได้รับ
1. นักเรียนได้พัฒนาการออกเสียงภาษาอังกฤษอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเรียนระดับสูงต่อไป
2. เป็นแนวทางสำหรับครูในการนำวิธีการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics) ร่วมกับการใช้บัตรคำรูปภาพ (flash card)
3. นักเรียนมีความสุขในการเรียนภาษาอังกฤษ
6. บทสรุป
6.1 ปัจจัยความสำเร็จ
ความสำเร็จของการดำเนินการวิจัยครั้งนี้เกิดจากการเลือกใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับพัฒนาการของผู้เรียน โดยการนำวิธีการสอนแบบโฟนิกส์ร่วมกับการใช้บัตรคำรูปภาพมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงตัวอักษร เสียง และความหมายของคำศัพท์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และการใช้สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและสามารถพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6.2 บทเรียนที่ได้รับ (Lesson Learned)
จากการดำเนินการวิจัยครั้งนี้พบว่า การใช้สื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัยของผู้เรียนสามารถช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ด้านคำศัพท์และการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ช่วยสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้และทำให้ผู้เรียนมีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ
มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ครูผู้สอนควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน และปรับรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดใน
การจัดการเรียนการสอน
ใบตอบรับดาวน์โหลดได้เฉพาะเจ้าของผลงานเท่านั้น