คัดลอกลิงก์แล้ว ✓
เผยแพร่ผลงานวิชาการ เผยแพร่แล้ว

การพัฒนากลยุทธ์เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษา

9 ก.ย. 2569 อ่าน 3 ครั้ง ดาวน์โหลด 0 ครั้ง
บทคัดย่อ
โรงเรียนบ้านสำโรง-โคกเพชรเป็นโรงเรียนขนาดกลาง จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีนักเรียนแต่ละปีการศึกษาประมาณ 300 คน (ปีการศึกษา 2566 นักเรียน 312 คน ปีการศึกษา 2567 นักเรียน 296 คน ปีการศึกษา 2568 นักเรียน 292 คน) มีครูและบุคลากรทางการศึกษา 18 คน ผลการจัดการศึกษาที่ผ่านมามีปัญหาเกี่ยวกับการขาดแคลนบุคลากรครูที่สอนตรงตามวิชาเอกและงบประมาณที่ได้รับจัดสรรไม่เพียงพอ คุณภาพโดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง และจากการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอกรอบสี่ที่ผ่านมาจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินผลการศึกษา (สมศ.) ซึ่งผลจากการประเมิน SAR ภายใต้สถานการณ์ COVID–19 ระดับการศึกษาปฐมวัยและระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนบ้านสำโรง-โคกเพชร พบว่าได้ให้ข้อเสนอแนะโรงเรียนในมาตรฐานที่ 1 คุณภาพผู้เรียน มาตรฐานที่ 2 การบริหารและการจัดการ และมาตรฐานที่ 3 กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ไว้ว่าควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาทั้งด้านคุณภาพผู้เรียน
รายละเอียดผลงาน
วัตถุประสงค์เพื่อ
1. เพื่อสร้างกลยุทธ์เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โรงเรียนบ้านสำโรง-โคกเพชร
2. เพื่อปฏิบัติการและศึกษาผลปฏิบัติการใช้กลยุทธ์ตามวงจรของเคมมิสและแม็คทักการ์ท
3. เพื่อประเมินกลยุทธ์โดยพิจารณาจากเป้าหมายในการพัฒนา ดังนี้
3.1) การมีส่วนร่วมของครู ผู้ปกครอง ผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา
3.2) ผลการประเมินระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา (ประเมินโดยหน่วยงานต้นสังกัด) ในปีการศึกษา 2567 และปีการศึกษา 2568
4. เพื่อศึกษาขวัญกำลังใจของครูและความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนี้
4.1) ศึกษาขวัญกำลังใจของครูในการดำเนินการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา หลังใช้กลยุทธ์เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม
4.2) ศึกษาความพึงพอใจของ ผู้ปกครอง ผู้ทรงคุณวุฒิและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีต่อคุณภาพการบริหารและการจัดการ คุณภาพการเรียนการสอน และคุณภาพของนักเรียนหลังใช้กลยุทธ์เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม

ขอบเขตการวิจัย
ผู้เกี่ยวข้องในการวิจัย ประกอบด้วย ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในปีการศึกษา 2566 -2568

ระยะเวลาดำเนินงาน กำหนดเป็น 4 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 การสร้างกลยุทธ์
ระยะที่ 2 การนำกลยุทธ์ไปใช้ตามวงจรปฏิบัติการของเคมมิสและแม็คทักการ์ท (วงจรที่ 1 ปีการศึกษา 2566 – 2567 และวงจรที่ 2 ปีการศึกษา 2568)
ระยะที่ 3 การประเมินกลยุทธ์
ระยะที่ 4 การศึกษาขวัญกำลังใจของครูและความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้อง

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย
1. แบบประเมินโครงการ
2. แบบประเมินการมีส่วนร่วม
3. แบบสอบถามขวัญกำลังใจของครู
4. แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้อง
การวิเคราะห์ข้อมูล
ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและสร้างข้อสรุป ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้สถิติพื้นฐาน ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

สรุปผลการวิจัย สามารถสรุปได้ดังนี้
1). การพัฒนากลยุทธ์เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์ 12 โครงการ (กลยุทธ์ที่ 1 กลยุทธ์การพัฒนาตนเอง มี 3 โครงการ ประกอบด้วย โครงการพัฒนาบุคลากรเกี่ยวกับระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โครงการศึกษาดูงานจากโรงเรียนต้นแบบเป็นที่ยอมรับ และโครงการพัฒนาครูสู่มืออาชีพ กลยุทธ์ที่ 2 กลยุทธ์การสร้างแรงจูงใจ มี 3 โครงการ ประกอบด้วย โครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โครงการส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ และโครงการปรับปรุงบริบทของโรงเรียน กลยุทธ์ที่ 3 กลยุทธ์การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ มี 3 โครงการ ประกอบด้วย โครงการเยี่ยมบ้านนักเรียน โครงการชุมชนร่วมใจ และโครงการวันสำคัญ กลยุทธ์ที่ 4 กลยุทธ์การร่วมคิดร่วมตัดสินใจ มี 3 โครงการ ประกอบด้วย โครงการนิเทศชั้นเรียน โครงการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี และโครงการประชุมผู้ปกครองและ Open House)
2) ผลการปฏิบัติการใช้กลยุทธ์ตามวงจรของเคมมิสและแม็คทักการ์ท พบว่า ผลการดำเนินโครงการในวงจรที่ 1 ทั้ง 12 โครงการ มีค่าเฉลี่ยผลการประเมินระดับมาก (X ̅ = 3.51) ขึ้นไป และในวงจรที่ 2 ทั้ง 12 โครงการ ก็มีค่าเฉลี่ยผลการประเมินในระดับมาก (X ̅ = 3.51) ขึ้นไป และมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นและมากกว่าวงจรที่ 1 ทุกโครงการ
3) ผลการประเมินกลยุทธ์ พบว่า หลังการใช้กลยุทธ์ ครู ผู้ปกครอง ผู้ทรงคุณวุฒิและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการในด้านต่างๆ มากกว่าก่อนการใช้กลยุทธ์ มีผลการประเมินการมีส่วนร่วมอยู่ในระดับมาก (X ̅ = 3.51) ขึ้นไป และการเปรียบเทียบการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ปีการศึกษา 2567 และปี 2568 พบว่า โรงเรียนมีผลการประเมินระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ปีการศึกษา 2568 สูงกว่าปีการศึกษา 2567 ทุกมาตรฐาน โดยปี 2567 มีค่าเฉลี่ยระดับคุณภาพอยู่ในระดับดี และในปีการศึกษา 2568 มีค่าเฉลี่ยระดับคุณภาพอยู่ในระดับยอดเยี่ยม
4) ผลการศึกษาขวัญกำลังใจของครูและความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พบว่า หลังการใช้กลยุทธ์ครูมีขวัญกำลังใจอยู่ในระดับมาก (µ = 3.51) ขึ้นไป และผู้เกี่ยวข้องมีความพึงพอใจในคุณภาพการจัดการศึกษาอยู่ในระดับมาก (µ = 3.51) ขึ้นไปทุกด้าน
ข้อเสนอแนะ
1. ควรมีการวิจัยเพื่อศึกษาผลของการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน และนำมาพัฒนาเป็นรูปแบบในการบริหารของสถานศึกษา หรืออาจจะดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาพฤติกรรม ของผู้บริหาร คณะครู หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีต่อระบบประกันคุณภาพภายในว่า มีปัจจัยใดบ้างที่จะส่งผลต่อการเกิดประสิทธิภาพ คุณภาพต่อผู้เรียนอย่างสูงสุด
2. ควรมีการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น พัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์
3. ควรศึกษาผลการประกันคุณภาพการศึกษาที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เกี่ยวข้อง หลังจากที่ได้ใช้ กลยุทธ์ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาไปแล้ว
4. การสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครองของนักเรียนทั้งหมด เป็นกระบวนการที่ค่อนข้างใช้เวลานาน ควรใช้นักเรียนเป็นตัวกลางในการประสาน

ใบตอบรับดาวน์โหลดได้เฉพาะเจ้าของผลงานเท่านั้น