การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ PORBICA Model (ปอบิกา โมเดล) เพื่อส่งเสริมการ แก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
12 ก.ย. 2569
อ่าน 2 ครั้ง
ดาวน์โหลด 0 ครั้ง
บทคัดย่อ
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ PORBICA Model (ปอบิกา โมเดล) เพื่อส่งเสริมการ
แก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม
แก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม
รายละเอียดผลงาน
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) ศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 2) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ดังนี้ 3.1) การแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 3.2) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนสนามบิน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 41 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม การวิจัยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนาแบ่งออกเป็น 4 ระยะดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้การแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์จากการวิเคราะห์เอกสารและตรวจสอบความเหมาะสมและความสอดคล้องโดยผู้เชี่ยวชาญ ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้และหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้จากการพิจารณาความเหมาะสมและความสอดคล้องโดยผู้เชี่ยวชาญ ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้กับกลุ่มตัวอย่าง และระยะที่ 4 ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้และปรับปรุงเพื่อให้ได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่สมบูรณ์
ผลการวิจัยพบว่า 1) การแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ มีองค์ประกอบหลัก 3 องค์ประกอบ คือ (1) การแก้ปัญหา (2) การคิดแบ่งเป็น 2 ด้านคือ การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการคิดสร้างสรรค์ และ (3) การตัดสินใจ มีองค์ประกอบย่อยจำนวน 11 องค์ประกอบมีประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและมีความสอดคล้องกันทุกองค์ประกอบ มีตัวบ่งชี้จำนวน 19 ตัวบ่งชี้มีประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและมีความสอดคล้องกันทุกตัวบ่งชี้ 2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) แนวคิด หลักการ ทฤษฎีในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ (2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบการเรียนรู้ (3) สาระการเรียนรู้ (4) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ (5) สื่อและแหล่งเรียนรู้ และ (6) การวัดผลและประเมินผล มีประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและมีความสอดคล้องกันทุกรายการประเมิน 3) ประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ พบว่า การแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม อยู่ในระดับมากที่สุด
1) ศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 2) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ดังนี้ 3.1) การแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 3.2) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนสนามบิน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 41 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม การวิจัยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนาแบ่งออกเป็น 4 ระยะดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้การแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์จากการวิเคราะห์เอกสารและตรวจสอบความเหมาะสมและความสอดคล้องโดยผู้เชี่ยวชาญ ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้และหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้จากการพิจารณาความเหมาะสมและความสอดคล้องโดยผู้เชี่ยวชาญ ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้กับกลุ่มตัวอย่าง และระยะที่ 4 ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้และปรับปรุงเพื่อให้ได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่สมบูรณ์
ผลการวิจัยพบว่า 1) การแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ มีองค์ประกอบหลัก 3 องค์ประกอบ คือ (1) การแก้ปัญหา (2) การคิดแบ่งเป็น 2 ด้านคือ การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการคิดสร้างสรรค์ และ (3) การตัดสินใจ มีองค์ประกอบย่อยจำนวน 11 องค์ประกอบมีประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและมีความสอดคล้องกันทุกองค์ประกอบ มีตัวบ่งชี้จำนวน 19 ตัวบ่งชี้มีประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและมีความสอดคล้องกันทุกตัวบ่งชี้ 2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) แนวคิด หลักการ ทฤษฎีในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ (2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบการเรียนรู้ (3) สาระการเรียนรู้ (4) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ (5) สื่อและแหล่งเรียนรู้ และ (6) การวัดผลและประเมินผล มีประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและมีความสอดคล้องกันทุกรายการประเมิน 3) ประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ พบว่า การแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม อยู่ในระดับมากที่สุด
ใบตอบรับดาวน์โหลดได้เฉพาะเจ้าของผลงานเท่านั้น