การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวทางสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
13 ก.ย. 2569
อ่าน 7 ครั้ง
ดาวน์โหลด 0 ครั้ง
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีคอนสตรัค
ติวิสต์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวทางสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมความสามารถ
ในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน สร้างและพัฒนารูปแบบ ศึกษาผลการใช้รูปแบบ ประเมินและปรับปรุงรูปแบบ
โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาผลการใช้รูปแบบ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 5/1 โรงเรียนเทศบาลนาเชือก ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน
ติวิสต์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวทางสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมความสามารถ
ในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน สร้างและพัฒนารูปแบบ ศึกษาผลการใช้รูปแบบ ประเมินและปรับปรุงรูปแบบ
โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาผลการใช้รูปแบบ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 5/1 โรงเรียนเทศบาลนาเชือก ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน
รายละเอียดผลงาน
ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับการจัดการ
เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวทางสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการ
แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ผู้วิจัย นางเต็มดวง ทบศรี ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาลนาเชือก
ปีที่วิจัย พ.ศ. 2568
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีคอนสตรัค
ติวิสต์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวทางสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมความสามารถ
ในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน สร้างและพัฒนารูปแบบ ศึกษาผลการใช้รูปแบบ ประเมินและปรับปรุงรูปแบบ
โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาผลการใช้รูปแบบ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 5/1 โรงเรียนเทศบาลนาเชือก ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบวิเคราะห์เอกสาร 2) แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ 3) คู่มือการใช้รูปแบบ 4) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 5) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 7) แบบสอบถามความพึงพอใจ 8) แบบประเมินความคิดเห็นของนักเรียนและครูผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีต่อรูปแบบ สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที แบบ Dependent Samples t-test และ One Sample t-test ผลการวิจัยพบว่า
1. ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นในด้านการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ พบว่า ด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านการส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ด้านการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์และด้านการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาตามลำดับ สำหรับปัญหาและอุปสรรคที่พบ ได้แก่ นักเรียนขาดทักษะการคิดแก้ปัญหาและการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ขาดความกระตือรือร้นและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ขณะที่ครูยังมีข้อจำกัดด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ไปใช้ในชั้นเรียนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
2. ผลการสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวทางสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีชื่อว่า CREATE Model มี 6 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) หลักการ แนวคิดและทฤษฎีพื้นฐาน 2) วัตถุประสงค์ 3) ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4) ระบบสังคม 5) หลักการตอบสนอง และ 6) ระบบสนับสนุน ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับ มากที่สุด มีความเป็นไปได้อยู่ในระดับ มาก
3. ผลการใช้รูปแบบ พบว่า ประสิทธิภาพของรูปแบบ เท่ากับ 83.26/81.43 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80 นักเรียนที่เรียนรู้ด้วยรูปแบบมีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด
4. ผลการประเมินและปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ พบว่า นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ครูผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ผลการปรับปรุงรูปแบบ พบว่ารูปแบบมีความเหมาะสมสอดคล้องกับหลักสูตร หลักการ แนวคิด และทฤษฎี กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้เหมาะสมกับเนื้อหา ทั้งนี้พบข้อจำกัดด้านเวลาเนื่องจากกิจกรรมเน้นการลงมือปฏิบัติ การสร้างชิ้นงาน
และการนำเสนอ ในการนำรูปแบบไปใช้จึงควรเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารเวลา
เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวทางสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการ
แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ผู้วิจัย นางเต็มดวง ทบศรี ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาลนาเชือก
ปีที่วิจัย พ.ศ. 2568
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีคอนสตรัค
ติวิสต์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวทางสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมความสามารถ
ในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน สร้างและพัฒนารูปแบบ ศึกษาผลการใช้รูปแบบ ประเมินและปรับปรุงรูปแบบ
โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาผลการใช้รูปแบบ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 5/1 โรงเรียนเทศบาลนาเชือก ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบวิเคราะห์เอกสาร 2) แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ 3) คู่มือการใช้รูปแบบ 4) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 5) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 7) แบบสอบถามความพึงพอใจ 8) แบบประเมินความคิดเห็นของนักเรียนและครูผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีต่อรูปแบบ สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที แบบ Dependent Samples t-test และ One Sample t-test ผลการวิจัยพบว่า
1. ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นในด้านการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ พบว่า ด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านการส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ด้านการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์และด้านการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาตามลำดับ สำหรับปัญหาและอุปสรรคที่พบ ได้แก่ นักเรียนขาดทักษะการคิดแก้ปัญหาและการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ขาดความกระตือรือร้นและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ขณะที่ครูยังมีข้อจำกัดด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ไปใช้ในชั้นเรียนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
2. ผลการสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวทางสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีชื่อว่า CREATE Model มี 6 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) หลักการ แนวคิดและทฤษฎีพื้นฐาน 2) วัตถุประสงค์ 3) ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4) ระบบสังคม 5) หลักการตอบสนอง และ 6) ระบบสนับสนุน ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับ มากที่สุด มีความเป็นไปได้อยู่ในระดับ มาก
3. ผลการใช้รูปแบบ พบว่า ประสิทธิภาพของรูปแบบ เท่ากับ 83.26/81.43 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80 นักเรียนที่เรียนรู้ด้วยรูปแบบมีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด
4. ผลการประเมินและปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ พบว่า นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ครูผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ผลการปรับปรุงรูปแบบ พบว่ารูปแบบมีความเหมาะสมสอดคล้องกับหลักสูตร หลักการ แนวคิด และทฤษฎี กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้เหมาะสมกับเนื้อหา ทั้งนี้พบข้อจำกัดด้านเวลาเนื่องจากกิจกรรมเน้นการลงมือปฏิบัติ การสร้างชิ้นงาน
และการนำเสนอ ในการนำรูปแบบไปใช้จึงควรเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารเวลา
ใบตอบรับดาวน์โหลดได้เฉพาะเจ้าของผลงานเท่านั้น