คัดลอกลิงก์แล้ว ✓
นวัตกรรมการศึกษา เผยแพร่แล้ว

การพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบผสมผสาน (Hybrid Supervision) เพื่อยกระดับ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐาน โดยบูรณาการกระบวนการ PDCA ร่วมกับกลยุทธ์ 4I

15 ก.ย. 2569 อ่าน 5 ครั้ง ดาวน์โหลด 0 ครั้ง
บทคัดย่อ
การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนารูปแบบการนิเทศแบบผสมผสาน (Hybrid Supervision) ที่บูรณาการกระบวนการ PDCA ร่วมกับกลยุทธ์ 4I (Insight – Inspire – Integrate – Improve) ให้มีประสิทธิภาพ (2) ให้ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สามารถนำข้อมูลเชิงประจักษ์ (Insight) ไปปรับใช้ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และ (3) ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนให้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
รายละเอียดผลงาน
บทคัดย่อ
เรื่อง การพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบผสมผสาน (Hybrid Supervision) เพื่อยกระดับ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐาน โดยบูรณาการกระบวนการ PDCA
ร่วมกับกลยุทธ์ 4I
ผู้วิจัย นางณัฐปภัสร ไชยบำรุง
ตำแหน่ง/วิทยฐานะ ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ
หน่วยงาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 2
ปีที่วิจัย ปี พ.ศ. 2569

การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนารูปแบบการนิเทศแบบผสมผสาน (Hybrid Supervision) ที่บูรณาการกระบวนการ PDCA ร่วมกับกลยุทธ์ 4I (Insight – Inspire – Integrate – Improve) ให้มีประสิทธิภาพ (2) ให้ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สามารถนำข้อมูลเชิงประจักษ์ (Insight) ไปปรับใช้ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และ (3) ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนให้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ สถานศึกษาในสังกัดกลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ 18 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 จำนวน 5 โรงเรียน ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 5 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 42 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยเกณฑ์การแบ่งกลุ่มโรงเรียนด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ (Data-Informed Grouping Criteria) การ์ด Insight คู่มือครูสำเร็จรูปตามวัฏจักร 5Es จำนวน 2 ชุด แบบบันทึกคะแนนประเมินผู้เรียน (K P A) แบบทดสอบก่อน–หลังเรียน แบบฟอร์ม After Action Review (AAR) และแบบประเมินความพึงพอใจของครูผู้ใช้คู่มือ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (x̄) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สำหรับผลการประเมินความพึงพอใจ ค่าประสิทธิภาพกระบวนการและผลลัพธ์ (E1/E2) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพจากแบบฟอร์ม AAR
ผลการวิจัยพบว่า สถานศึกษาทั้ง 5 แห่งได้รับการนิเทศตามรูปแบบ Hybrid Supervision ครบถ้วน คิดเป็นร้อยละ 100 และครูผู้สอนทั้ง 5 คนสามารถนำข้อมูล Insight ไปปรับใช้ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้ครบทุกคน (ร้อยละ 100) ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เนื่องจากผลการทดสอบ O-NET ปีการศึกษา 2569 ยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงจัดทำรายงาน ผู้วิจัยจึงใช้ตัวชี้วัดนำ (Leading Indicators) แทนไปพลางก่อน ได้แก่ ร้อยละของนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ครบทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ (K P A) และค่าประสิทธิภาพกระบวนการและผลลัพธ์ (E1/E2) ผลปรากฏว่านักเรียนกลุ่ม A (4 โรงเรียน จำนวน 36 คน) ผ่านเกณฑ์ครบ KPA ร้อยละ 86.1 และมีค่า E1/E2 เท่ากับ 91.47/94.44 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ในขณะที่นักเรียนกลุ่ม B (1 โรงเรียน จำนวน 6 คน) ยังไม่บรรลุเป้าหมาย (ร้อยละ 0) โดยมีค่า E1/E2 เท่ากับ 50.00/47.92 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ทั้งสองด้าน สอดคล้องกับข้อค้นพบเชิงคุณภาพว่าเป็นข้อจำกัดด้านการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์ที่ซับซ้อน (Cognitive Transfer) มิใช่ปัญหาด้านแรงจูงใจหรือความร่วมมือ เนื่องจากนักเรียนกลุ่มนี้ผ่านเกณฑ์ด้านเจตคติครบทุกคน (ร้อยละ 100) ภาพรวมทั้ง 5 โรงเรียน นักเรียนผ่านเกณฑ์ครบ KPA ร้อยละ 73.8 ผลการประเมินความพึงพอใจของครูผู้ใช้คู่มือมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.75 และ 4.70 จากคะแนนเต็ม 5.00) การวิจัยครั้งนี้ก่อให้เกิดนวัตกรรมเชิงระบบที่นำไปใช้ซ้ำได้ ได้แก่ รูปแบบการนิเทศแบบผสมผสาน เกณฑ์การแบ่งกลุ่มโรงเรียนด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ และชุดเครื่องมือสำเร็จรูปสำหรับครู ซึ่งมีศักยภาพในการขยายผลไปยังสถานศึกษาอื่นในปีงบประมาณถัดไป ทั้งนี้ผลด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากตัวชี้วัดนำดังกล่าวควรได้รับการยืนยันเพิ่มเติมด้วยผลการทดสอบ O-NET อย่างเป็นทางการเมื่อมีการประกาศผล
คำสำคัญ การนิเทศแบบผสมผสาน, PDCA, กลยุทธ์ 4I, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์, การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์

ใบตอบรับดาวน์โหลดได้เฉพาะเจ้าของผลงานเท่านั้น