คัดลอกลิงก์แล้ว ✓
นวัตกรรมการศึกษา เผยแพร่แล้ว

การพัฒนารูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงบูรณาการเครือข่ายสถานศึกษา สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ชายแดน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2

21 ก.ย. 2569 อ่าน 9 ครั้ง ดาวน์โหลด 0 ครั้ง
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงบูรณาการเครือข่ายสถานศึกษา สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ชายแดน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ 4 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น (2) เพื่อสร้างและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบ (3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น และ (4) เพื่อประเมิน ปรับปรุง และขยายผลรูปแบบ ดำเนินการวิจัยตามแบบแผนการวิจัยแบบผสานวิธีชนิดพหุระยะ (Multiphase Mixed Methods Design) ของ Creswell และ Plano Clark (2018) แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 (R₁) ระยะที่ 2 (D₁) ระยะที่ 3 (R₂) และระยะที่ 4 (D₂) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 จำนวน 1,352 คน จาก 117 สถานศึกษา ร่วมกับผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพที่คัดเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ ผู้เข้าร
รายละเอียดผลงาน
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงบูรณาการเครือข่ายสถานศึกษา สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ชายแดน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ 4 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น (2) เพื่อสร้างและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบ (3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น และ (4) เพื่อประเมิน ปรับปรุง และขยายผลรูปแบบ ดำเนินการวิจัยตามแบบแผนการวิจัยแบบผสานวิธีชนิดพหุระยะ (Multiphase Mixed Methods Design) ของ Creswell และ Plano Clark (2018) แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 (R₁) ระยะที่ 2 (D₁) ระยะที่ 3 (R₂) และระยะที่ 4 (D₂) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 จำนวน 1,352 คน จาก 117 สถานศึกษา ร่วมกับผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพที่คัดเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ ผู้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ 40 คน ผู้ให้สัมภาษณ์ 20 คน และผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบรูปแบบ 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 7 ฉบับ ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ (IOC ตั้งแต่ 0.60–1.00) และการทดลองใช้เพื่อตรวจสอบความเชื่อมั่น (Cronbach's Alpha ตั้งแต่ .87–.98) และความเหมาะสมสำหรับการวิเคราะห์องค์ประกอบ (KMO ตั้งแต่ .87–.97) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI_modified) และการทดสอบค่าทีแบบจับคู่ (Paired-samples t-test) สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการบูรณาการข้อมูลด้วยตารางบูรณาการข้อมูล (Joint Display)
ผลการวิจัยพบว่า
1) ระยะที่ 1: สภาพปัจจุบันของการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย (μ = 2.335, σ = 0.296) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.300, σ = 0.242) เมื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นพบว่าองค์ประกอบที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ การเสริมพลังครูที่ปรึกษาและบุคลากร (E) (PNI_modified = 1.015) รองลงมาคือกลไกกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษา (NET) (PNI_modified = 0.974)
2) ระยะที่ 2: รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ซึ่งประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ (C-A-R-E-NET) ได้รับการตรวจสอบคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ 7 ท่าน มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยรวมอยู่ในระดับดี (¯X = 4.52, S.D. = 0.44)
3) ระยะที่ 3: ผลการทดลองใช้รูปแบบกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,092 คน พบว่าประสิทธิผลการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนหลังการใช้รูปแบบ (μ = 4.529) สูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบ (μ = 3.876) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 31.439, p < .001) โดยมีขนาดอิทธิพลระดับใหญ่ (Cohen's d = 0.951) เช่นเดียวกับสมรรถนะของครูที่ปรึกษาที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Cohen's d = 0.639)
4) ระยะที่ 4: ผู้บริหารสถานศึกษาและครูมีความพึงพอใจต่อรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.195, σ = 0.508) รูปแบบได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมด้วยกลไกการรับมือสถานการณ์วิกฤต หลังผ่านการพิสูจน์ความทนทานจากสถานการณ์วิกฤตจริงในพื้นที่ระหว่างช่วงเก็บข้อมูล
ผลการวิจัยสรุปได้ว่า รูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงบูรณาการเครือข่ายสถานศึกษาที่พัฒนาขึ้นมีความถูกต้อง เหมาะสม เป็นไปได้ และมีประสิทธิผลในการนำไปใช้จริง สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางมาตรฐานสำหรับสถานศึกษาในพื้นที่ชายแดนได้

คำสำคัญ: รูปแบบการบริหาร, ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน, เครือข่ายสถานศึกษา, พื้นที่ชายแดน, การวิจัยและพัฒนา

ใบตอบรับดาวน์โหลดได้เฉพาะเจ้าของผลงานเท่านั้น