คัดลอกลิงก์แล้ว ✓
เผยแพร่ผลงานวิชาการ เผยแพร่แล้ว

การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา

1 ต.ค. 2569 อ่าน 41 ครั้ง ดาวน์โหลด 0 ครั้ง
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้เพื่อการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต และ 3) ทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้เพื่อการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ โดยสังเคราะห์เอกสาร สำรวจภาคสนามใน 3 ตำบล สอบถามประชาชน 400 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารสถานศึกษา ผู้นำชุมชน และปราชญ์ชาวบ้าน 12 คน ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบ โดยสนทนากลุ่มและให้ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน ตรวจสอบร่างรูปแบบและคู่มือ ตลอดจนประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ และระยะที่ 3 ทดลองใช้ในพื้นที่นำร่อง 3 แห่งและประเมินประสิทธิผลจากทักษะดิจิทัลและการเรียนรู้ด้วยตนเองของเยาวชนอาสาสมัครดิจิทัล การเข้าถึงแล
รายละเอียดผลงาน
บทนำ
โลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับสภาวะ VUCA World (Mack et al., 2016) ซึ่งท้าทายระบบการศึกษาแบบรวมศูนย์ที่เน้นการท่องจำและการวัดผลเชิงปริมาณ ปัญหาสำคัญที่พบ คือ ช่องว่างทางทักษะ (Skills Gap) ระหว่างสิ่งที่สถานศึกษาสอนกับสิ่งที่โลกแห่งความเป็นจริงต้องการ การเรียนรู้ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องมีการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองในทุกที่และทุกเวลา การสร้างพลเมืองให้เป็น บุคคลแห่งการเรียนรู้ (Lifelong Learner) มิใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น ทางรอด ของประเทศ ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) และการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) กลายเป็นหัวใจสำคัญมากกว่าเนื้อหาวิชาการตามตำรา การที่บุคคลสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร คัดกรอง และนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาได้ คือสมรรถนะหลักที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ จากการศึกษาเอกสารเบื้องต้น พบว่า ในระดับสากล องค์การยูเนสโกได้ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ภายใต้รายงาน Reimagining our futures together: A new social contract for education UNESCO (2021) ซึ่งเน้นย้ำเรื่องการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ผสมผสานพื้นที่ทางกายภาพในท้องถิ่น (Physical Space) เข้ากับพื้นที่เสมือนจริง (Virtual Space) ที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 4) ที่มุ่งเน้นความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพ
ทั้งนี้ ด้วยความสำคัญของทิศทางการพัฒนาในระดับสากลตามกรอบแนวคิดของ (UNESCO, 2021) ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคนในทุกระดับ โดยเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศไทยภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) (Office of the National Strategy Preparation Committee, 2018) ที่กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้เชิงพื้นที่และนวัตกรรมการบริหารจัดการ คือ ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนในทุกมิติและทุกช่วงวัยให้เป็น คนดี คนเก่ง และมีคุณภาพ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้าง สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านการปรับเปลี่ยนระบบนิเวศการเรียนรู้ให้เอื้อต่อการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 รวมถึงการสร้างความตระหนักในพหุวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสร้างรากฐานความภูมิใจในความเป็นไทย ผู้วิจัยจึงได้ตระหนักถึงการบูรณาการเข้ากับการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้เชิงพื้นที่ในอำเภอเชียงม่วน ให้สอดรับกับกรอบแนวคิดของ UNESCO (2021) ทิศทางการพัฒนาประเทศไทยภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 (Office of the Education Council Secretariat, 2017) ที่มุ่งเน้นการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต
นอกจากนี้ จากการศึกษาเอกสาร พบว่า ทักษะสำคัญที่เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม คือ ทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) และ สมรรถนะการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning Ability) และ UNESCO (2018) ได้ระบุว่า ทักษะดิจิทัล มิได้หมายถึงเพียงความสามารถในการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีเท่านั้น แต่รวมถึงสมรรถนะการเข้าถึง วิเคราะห์ ประเมิน และสร้างสรรค์สื่อดิจิทัลอย่างมีจริยธรรม ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนแหล่งเรียนรู้ชุมชนไปสู่การเป็น พื้นที่การเรียนรู้เสมือนจริง ขณะเดียวกัน Knowles (1975) และ Merriam (2001) ได้อธิบายว่า การเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นกระบวนการที่ผู้เรียนริเริ่มกำหนดเป้าหมาย แสวงหาทรัพยากร และเลือกวิธีการเรียนรู้ตามจังหวะชีวิตของตนเอง (Self-Paced Learning) เมื่อนำทักษะดิจิทัลมาบูรณาการร่วมกับระบบนิเวศการเรียนรู้ จึงช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ซ้ำและการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมดั้งเดิมสู่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ การจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยังเป็นการสร้าง ความสุขทางปัญญา (Intellectual Wellbeing) ซึ่ง (Ryff and Keyes, 1995) และ Seligman (2011) ได้อธิบายไว้ในทฤษฎีความสุขเชิงจิตวิทยา (Well-being Theory) ว่า ความสุขทางปัญญา เป็นสภาวะแห่งความสุข ความตื่นรู้ และความพึงพอใจในตนเอง ที่เกิดจากการงอกงามทางความคิด การแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ การได้ตระหนักในคุณค่าของตนเอง (Self-Worth) และการบรรลุศักยภาพสูงสุดตามวิถีทางของตน (Self-Actualization)
ด้วยเหตุนี้ การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้เชิงพื้นที่ ของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเชียงม่วน จึงให้ความสำคัญกับการยกระดับ ทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) ควบคู่ไปกับการปลูกฝัง สมรรถนะการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) เพื่อเปลี่ยนแหล่งเรียนรู้ชุมชนใน 3 ตำบลของอำเภอเชียงม่วน ให้เป็นฐานพลังแห่งการแสวงหาความรู้ไร้ขอบเขต ที่ผู้เรียนทุกช่วงวัยสามารถกำกับทิศทางการเรียนรู้ของตนเอง พร้อมทั้งมีเป้าหมายสูงสุดคือการขับเคลื่อนให้เกิด ความสุขทางปัญญา ที่เชื่อมโยงคน 3 วัยเข้าไว้ด้วยกัน ควบคู่กับการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมจากรากเหง้าสู่อนาคต เพื่อสร้างชุมชนเชียงม่วนให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เข้มแข็งและยั่งยืนอย่างแท้จริง

วัตถุประสงค์ของการวิจัย
การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา มีวัตถุประสงค์ดังนี้
1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา
2. เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้เพื่อการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา
3. เพื่อทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้เพื่อการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา

วิธีดำเนินการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) โดยกำหนดวิธีดำเนินการวิจัยออกเป็น 7 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาเอกสาร แนวคิด และทฤษฎี (Documentary Study) ศึกษาและสังเคราะห์เอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ การบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทักษะดิจิทัล การเรียนรู้ด้วยตนเอง และความสุขทางปัญญา เพื่อใช้เป็นกรอบแนวคิดและฐานในการดำเนินการวิจัย
ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาภาคสนาม (Field Study) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ความต้องการในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ทุนทางสังคม และภูมิปัญญาในพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลเชียงม่วน ตำบลบ้านมาง และตำบลสระ รวมทั้งสำรวจสภาพกายภาพของแหล่งเรียนรู้เพื่อจัดทำแผนที่ทุนการเรียนรู้ของพื้นที่
ขั้นตอนที่ 3 การกำหนดผู้ให้ข้อมูลสำคัญและกลุ่มตัวอย่าง (Key Informants and Samples)
กำหนดผู้ให้ข้อมูลสำคัญและกลุ่มตัวอย่างให้สอดคล้องกับแต่ละขั้นตอนของการวิจัย ประกอบด้วย ประชาชน ที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในพื้นที่ 3 ตำบล จำนวน 400 คน ซึ่งได้มาด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ ผู้บริหารและครู ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเชียงม่วน ผู้นำชุมชน นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน 12 คน ซึ่งได้มาด้วยการเลือกแบบเจาะจง ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน สำหรับตรวจสอบและประเมินรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบ
ขั้นตอนที่ 4 การกำหนดเครื่องมือและวิธีการที่ใช้ในการวิจัย (Research Instruments and Methods)
เครื่องมือและวิธีการที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามการเข้าถึงและความพึงพอใจต่อแหล่งเรียนรู้ แบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ 2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างสำหรับการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) 3) การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) เพื่อพิจารณาและตรวจสอบรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบ 4) แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบและคู่มือ 5) แบบประเมินทักษะดิจิทัลและการเรียนรู้ด้วยตนเองของเยาวชนอาสาสมัครดิจิทัล 6) แบบประเมินระดับความสุขทางปัญญาของประชาชน และ 7) แบบสนทนากลุ่มเพื่อถอดบทเรียนหลังการปฏิบัติ (After Action Review: AAR)
ขั้นตอนที่ 5 การรวบรวมข้อมูล (Data Collection) ดำเนินการรวบรวมข้อมูลตามลำดับของการวิจัย ตั้งแต่การศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการของประชาชน การสัมภาษณ์เชิงลึก การสำรวจภาคสนาม การยกร่างรูปแบบและคู่มือ การตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ การนำรูปแบบไปทดลองใช้ในพื้นที่นำร่อง และการเก็บข้อมูลเพื่อประเมินประสิทธิผลของรูปแบบก่อนและหลังการทดลองใช้
ขั้นตอนที่ 6 การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และสังเคราะห์ข้อสรุป ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วย ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานน (Standard Division) ดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (Priority Needs Index: PNI) ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (Priority Needs Index: PNI) การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน (Dependent Samples t-test) และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างอิสระ (Independent Samples t-test) ตามลักษณะของข้อมูลและวัตถุประสงค์ของการวิจัย
ขั้นตอนที่ 7 การสรุปและนำเสนอผลการวิจัย (Presentation of the Research Results)
นำผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพมาสังเคราะห์และสรุปผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยทั้ง 3 ข้อ ได้แก่ สภาพปัจจุบันและความต้องการในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ผลการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ และผลการทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ พร้อมนำเสนอองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยในรูปแบบ เชียงม่วนโมเดล (CM-SDNC Model) และอภิปรายผลเชื่อมโยงกับแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ผลการวิจัย
วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ผลการวิจัย พบว่า การเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ของประชาชนในพื้นที่ 3 ตำบล พบว่า ความต้องการจำเป็นเร่งด่วนที่สุดของประชาชน คือ ด้านความสะดวกทางเทคโนโลยีและช่องทางดิจิทัล (PNI = 1.000) ซึ่งสอดคล้องกับสภาพปัญหาในยุค VUCA World ที่การเรียนรู้ในห้องเรียนหรือสถานที่กายภาพเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการตอบสนองความต้องการของประชาชน การที่รูปแบบ CM-SDNC Model นำองค์ประกอบ D (Digital Ecosystem) มาใช้ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้เสมือนจริง (Virtual Learning Space) และการติดตั้ง QR Code ประจำจุดเรียนรู้ในชุมชนส่งผลให้ระดับการเข้าถึงและความพึงพอใจของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (t = 39.25 และ 32.28)

ตารางที่ 1 ผลการวิเคราะห์สภาพความเป็นจริง ความคาดหวัง และดรรชนีความต้องการจำเป็น (PNI) ในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ รายมิติ (N = 400)

มิติการเข้าถึง สภาพจริง (D) ความคาดหวัง (I) ค่า
PNI ลำดับ
ความจำเป็น

S.D.
S.D.
มีติที่ 1 ด้านความสะดวกทางกายภาพและระยะทาง 2.85 0.68 4.45 0.52 0.561 3
มิติที่ 2 ด้านความสะดวกทางเทคโนโลยีและช่องทางดิจิทัล 2.30 0.72 4.60 0.49 1.000 1
มิติที่ 3 ด้านโอกาสและการมีส่วนร่วมของคนต่างวัย 2.55 0.65 4.50 0.50 0.765 2
รวมเฉลี่ยทุกมิติ 2.57 0.55 4.52 0.41 0.759 -

จากตารางที่ 1 พบว่า ในภาพรวมสภาพความเป็นจริง (D) อยู่ในระดับ น้อยถึงปานกลาง ( = 2.57, S.D. = 0.55) ขณะที่ความคาดหวัง (I) อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.52, S.D. = 0.41) ส่งผลให้มีค่าดรรชนีความต้องการจำเป็นรวมเท่ากับ (PNI) = 0.759




ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อแหล่งเรียนรู้ในปัจจุบันของประชาชนในพื้นที่ 3 ตำบล รายมิติ (N = 400)

รายการความพึงพอใจในปัจจุบัน
S.D. ระดับความพึงพอใจ ลำดับที่
1. ด้านเนื้อหาและองค์ความรู้ 3.12 0.65 ปานกลาง 1
2. ด้านรูปแบบสื่อและกระบวนการเรียนรู้ 2.68 0.72 ปานกลาง 3
3. ด้านผลลัพธ์และความสุขทางปัญญา 3.04 0.62 ปานกลาง 2
รวมเฉลี่ยทุกด้าน 2.95 0.58 ปานกลาง -

จากตารางที่ 2 พบว่า ความพึงพอใจของประชาชน อยู่ในระดับปานกลาง ( = 2.95, S.D. = 0.58) โดยรายการประเมินที่ได้คะแนนน้อยที่สุด คือ ด้านรูปแบบสื่อและกระบวนการเรียนรู้ ( = 2.68, S.D. = 0.72) ซึ่งสะท้อนว่าแหล่งเรียนรู้เดิมยังขาดสื่อและกระบวนการจัดการเรียนรู้สมัยใหม่ที่ดึงดูดใจ

วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้เพื่อการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้เพื่อการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต (CM-SDNC Model) ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ส่วนที่ 1 องค์ประกอบหลักของรูปแบบฯ (The 4 Pillars) ได้แก่ 1. โครงสร้างเชิงกลยุทธ์ 2. ระบบนิเวศดิจิทัล 3. การเสริมพลังเครือข่าย และ 4. การขับเคลื่อนโดยชุมชน และส่วนที่ 2 กลไกการขับเคลื่อนและผลลัพธ์ แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1. ระยะเตรียมการ 2. ระยะดำเนินการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และ 3. ระยะการประเมินผลและการสะท้อนกลับ

ภาพที่ 1 รูปแบบการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้เพื่อการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต
(CM-SDNC Model)


วัตถุประสงค์ข้อที่ 3 เพื่อทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้เพื่อการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ผลการวิจัย พบว่า การทดลองใช้รูปแบบฯ ในพื้นที่นำร่อง อำเภอเชียงม่วน โดยใช้เกณฑ์ความพร้อม และความหลากหลายของบริบทภูมิปัญญา ซึ่งประกอบด้วย 3 พื้นที่หลัก ได

ใบตอบรับดาวน์โหลดได้เฉพาะเจ้าของผลงานเท่านั้น