การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับการเรียนรู้การคิดเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Thinking) เพื่อพัฒนาประสิทธิผล การเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
14 ต.ค. 2569
อ่าน 3 ครั้ง
ดาวน์โหลด 0 ครั้ง
บทคัดย่อ
ชื่อผู้รายงาน : นายวิวรรธน์ พุทธานุ
ปีการศึกษา : 2568
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับการเรียนรู้การคิดเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Thinking) (2) เพื่อหาประสิทธิภาพ ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามเกณฑ์ 80/80 (3) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการเรียนรู้ก่อนและหลังเรียน (4) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง (5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจภายหลังการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมา และ (6) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ปีการศึกษา : 2568
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับการเรียนรู้การคิดเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Thinking) (2) เพื่อหาประสิทธิภาพ ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามเกณฑ์ 80/80 (3) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการเรียนรู้ก่อนและหลังเรียน (4) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง (5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจภายหลังการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมา และ (6) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
รายละเอียดผลงาน
กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนไตรมิตร สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน เครื่องมือ ที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้การจัดการเรียนรู้ จำนวน 16 แผน ซึ่งมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การจัดการเรียนรู้ ที่มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.154 ถึง 0.642 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.976 (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ ที่มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.146 ถึง 0.624 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.918 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที และการทดสอบไคสแควร์ ผลการศึกษาพบว่า
1. ผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ มีชื่อว่ากระบวนการสืบเสาะหาความรู้เชิงประวัติศาสตร์(Historical Inquiry Process) มีทั้งหมด 7 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นสร้างความสนใจและกำหนดความสำคัญ (Engaging Significance) ขั้นที่ 2 ขั้นสืบค้นและวิพากษ์หลักฐาน (Exploring Evidence) ขั้นที่ 3 ขั้นวิเคราะห์ความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง (Analyzing Continuity & Change) ขั้นที่ 4 ขั้นสังเคราะห์เหตุและผล (Synthesizing Cause & Consequence) ขั้นที่ 5 ขั้นตีความจากมุมมองทางประวัติศาสตร์ (Interpreting Perspectives) ขั้นที่ 6 ขั้นวินิจฉัยบทเรียนและมิติทางจริยธรรม (Judging Ethical Dimension) และขั้นที่ 7 ขั้นประเมินผลและนำเสนอองค์ความรู้ (Evaluating & Communicating)
2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพ มีค่าเท่ากับ 82.63/81.78 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
3. ประสิทธิภาพการเรียนรู้ก่อนและหลังเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
4. คะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ภายหลังการจกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนกลุ่มทดลองมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้ หรือมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.504 หรือคิดเป็นร้อยละ 50.40
5. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนไตรมิตร มีความพึงพอใจต่อรูปแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้เชิงประวัติศาสตร์(Historical Inquiry Process) อยู่ในระดับมากที่สุด
6. รูปแบบการจัดการเรียนรู้มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการเรียนรู้ของนักเรียน พิจารณาได้จากค่า Chi-Square = 109.428 และ sig = 0.004
คำสำคัญ: กระบวนการสืบเสาะหาความรู้, การเรียนรู้การคิดเชิงประวัติศาสตร์, กระบวนการสืบเสาะหาความรู้เชิงประวัติศาสตร์
1. ผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ มีชื่อว่ากระบวนการสืบเสาะหาความรู้เชิงประวัติศาสตร์(Historical Inquiry Process) มีทั้งหมด 7 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นสร้างความสนใจและกำหนดความสำคัญ (Engaging Significance) ขั้นที่ 2 ขั้นสืบค้นและวิพากษ์หลักฐาน (Exploring Evidence) ขั้นที่ 3 ขั้นวิเคราะห์ความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง (Analyzing Continuity & Change) ขั้นที่ 4 ขั้นสังเคราะห์เหตุและผล (Synthesizing Cause & Consequence) ขั้นที่ 5 ขั้นตีความจากมุมมองทางประวัติศาสตร์ (Interpreting Perspectives) ขั้นที่ 6 ขั้นวินิจฉัยบทเรียนและมิติทางจริยธรรม (Judging Ethical Dimension) และขั้นที่ 7 ขั้นประเมินผลและนำเสนอองค์ความรู้ (Evaluating & Communicating)
2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพ มีค่าเท่ากับ 82.63/81.78 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
3. ประสิทธิภาพการเรียนรู้ก่อนและหลังเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
4. คะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ภายหลังการจกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนกลุ่มทดลองมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้ หรือมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.504 หรือคิดเป็นร้อยละ 50.40
5. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนไตรมิตร มีความพึงพอใจต่อรูปแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้เชิงประวัติศาสตร์(Historical Inquiry Process) อยู่ในระดับมากที่สุด
6. รูปแบบการจัดการเรียนรู้มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการเรียนรู้ของนักเรียน พิจารณาได้จากค่า Chi-Square = 109.428 และ sig = 0.004
คำสำคัญ: กระบวนการสืบเสาะหาความรู้, การเรียนรู้การคิดเชิงประวัติศาสตร์, กระบวนการสืบเสาะหาความรู้เชิงประวัติศาสตร์
ใบตอบรับดาวน์โหลดได้เฉพาะเจ้าของผลงานเท่านั้น