คัดลอกลิงก์แล้ว ✓
เผยแพร่ผลงานวิชาการ เผยแพร่แล้ว

การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการ “TA-DANG” เพื่อยกระดับสมรรถนะ การอ่านและผลการประเมินความสามารถด้านการอ่าน (RT) ของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล ๓ ท่าแดง สังกัดเทศบาลเมืองกระบี่

21 ต.ค. 2569 อ่าน 6 ครั้ง ดาวน์โหลด 0 ครั้ง
บทคัดย่อ
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการจำเป็น 2) สร้างและตรวจสอบความเหมาะสม 3) ทดลองใช้ และ 4) ประเมินผลและปรับปรุงรูปแบบการบริหารงานวิชาการ เพื่อยกระดับสมรรถนะการอ่านและผลการประเมินความสามารถด้านการอ่าน (RT) ของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล ๓ ท่าแดง สังกัดเทศบาลเมืองกระบี่ กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 2 คน หัวหน้างานบริหารวิชาการ จำนวน 1 คน ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 5 คน ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 3 คน ตัวแทนคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 3 คน ผู้อำนวยการกองการศึกษา เทศบาลเมืองกระบี่ จำนวน 1 คน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 80 คน และผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 100 คน โดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
รายละเอียดผลงาน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมิน ประเด็นคำถามในการสนทนากลุ่ม แบบทดสอบวัดสมรรถนะและความสามารถด้านการอ่าน (RT) การอ่านออกเสียง และการอ่านรู้เรื่อง แบบสอบถามความพึงพอใจ และประเด็นคำถามปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาด้วยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ตรวจสอบความถูกต้องข้อมูลด้วยวิธีสามเส้า (Triangulation)

ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลประเมิน RT ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล ๓ ท่าแดง สูงที่สุดเป็นลำดับแรก คือ ด้านการวัดและประเมินผล รองลงมาคือ ด้านการพัฒนาสื่อและนวัตกรรมการอ่าน และด้านการเตรียมความพร้อม RT ตามลำดับ 2) รูปแบบการบริหารงานวิชาการ (TA-DANG Model) ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบเชิงระบบ คือ ปัจจัยนำเข้าเชิงกลยุทธ์ (Inputs) กระบวนการ (Process) วัฏจักรการขับเคลื่อน คุณภาพวิชาการเชิงรุก T-A-D-A-N ได้แก่ T (Target-Driven Planning) วางแผนตั้งเป้าหมายเชิงรุก, A (Active-Innovation) ขับเคลื่อนนวัตกรรม/สื่อการสอน, D (Dynamic PLC) แก้ปัญหาหนุนเสริมรายบุคคล, A (Agile Mentoring) นิเทศกัลยาณมิตร/สนับสนุนตรงจุด และ N (Next-Gen Evaluation) วัดผลแม่นยำ/คลังข้อสอบจำลอง ผลลัพธ์และความยั่งยืน (Output & Outcome) คือ G (Growth & Sustainable Success) คะแนนเฉลี่ย RT สูงกว่าระดับชาติ นักเรียนมีสมรรถนะการอ่านเป็นเลิศ และวัฒนธรรมการอ่านขยายผลสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน และข้อมูลสะท้อนกลับ (Feedback) ผลการตรวจสอบรูปแบบมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในระดับมากที่สุด 3) หลังการใช้ TA-DANG Model นักเรียนมีความสามารถด้านการอ่าน (RT) สูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) บุคลากรมีความพึงพอใจต่อการนำรูปแบบไปใช้ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยผลการถอดบทเรียนสรุปแนวทางปรับปรุงให้กระชับชัดเจนขึ้น 5 ด้าน คือ คัดกรองและจัดกลุ่มนักเรียนอย่างรวดเร็ว, นำสื่อนวัตกรรมเทคโนโลยีมาช่วยสอนอ่าน, จัดทำคลังข้อสอบ RT, ปรับลดการติวอัดแน่นก่อนสอบเป็นการเพิ่มพูนคำศัพท์รายวัน และใช้การนิเทศแบบเพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Coaching) พร้อมสะท้อนผลอย่างต่อเนื่อง

คำสำคัญ: การพัฒนารูปแบบ, การบริหารงานวิชาการ, การยกระดับสมรรถนะการอ่านและผลการประเมิน
ความสามารถด้านการอ่าน (RT), โรงเรียนเทศบาล ๓ ท่าแดง

ใบตอบรับดาวน์โหลดได้เฉพาะเจ้าของผลงานเท่านั้น