การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดประสบการณ์
14 ส.ค. 2565
อ่าน 23 ครั้ง
ดาวน์โหลด 0 ครั้ง
บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูที่ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัยชื่อผู้วิจัย นางสาวสายใจ ธรรมาวุธหน่วยงาน โรงเรียนเทศบาล 4 มหาราช กองการศึกษาเทศบาลเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ปีการศึกษา 2564บทคัดย่องานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการสร้างรูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครู ที่ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัย 2. เพื่อพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนา สมรรถนะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูที่ส่งเสริม ทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัย 3. เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ของครูที่ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัย 4. เพื่อประเมินประสิทธิผล และปรับปรุง รูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนา สมรรถนะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูที่ ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัยด าเนินการโดยการใช้รูปแบบการนิเทศภายใน ซึ่งประกอบด้วย 5 ระยะ
รายละเอียดผลงาน
ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้<br />ของครูที่ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัย<br />ชื่อผู้วิจัย นางสาวสายใจ ธรรมาวุธ<br />หน่วยงาน โรงเรียนเทศบาล 4 มหาราช กองการศึกษาเทศบาลเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่<br />ปีการศึกษา 2564<br />บทคัดย่อ<br />งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการสร้างรูปแบบการนิเทศภายในเพื่อ<br />พัฒนาสมรรถนะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครู ที่ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัย 2.
<br />เพื่อพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนา สมรรถนะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูที่ส่งเสริม
<br />ทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัย 3. เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาสมรรถนะ<br />การจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ของครูที่ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัย 4. เพื่อประเมิน<br />ประสิทธิผล และปรับปรุง รูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนา สมรรถนะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้<br />ของครูที่ ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัยด าเนินการโดยการใช้รูปแบบการนิเทศภายใน ซึ่ง<br />ประกอบด้วย 5 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ระยะการมีส่วนร่วม (Participation) ระยะที่ 2 ระยะการเตรียมการ<br />(Preparing phase) ระยะที่ 3 ระยะการวางแผน (Planning phase) ระยะที่ 4 ระยะการปฏิบัติการ<br />(Doing phase) และ ระยะที่ 5 ระยะการประเมินผล(Evaluating phase) ผู้ศึกษาใช้เครื่องมือในการ<br />วิจัย จำนวน 11 ฉบับ คือ แบบทดสอบ จำนวน 3 ฉบับ แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 2 ฉบับ<br />แบบประเมิน จำนวน 4 ฉบับ แบบสนทนากลุ่ม จำนวน 1 ฉบับ และแบบสังเกต จำนวน 1 ฉบับ<br />กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอนระดับชั้นปฐมวัย นักเรียนระดับชั้นปฐมวัย และผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้น<br />ปฐมวัย รวม 223 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ T-test<br />ผลการศึกษาการพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดประสบการณ์การ<br />เรียนรู้ของครูที่ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัย พบว่า<br />1. ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการสร้างรูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัด<br />ประสบการณ์การเรียนรู้ของครู ที่ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัย ปรากฏผล ดังนี้<br />1.1 ทักษะการคิดของนักเรียนระดับปฐมวัยต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดหวัง<br />1.2 สมรรถนะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูในระดับต่ำกว่าที่คาดหวัง และ ครูมี<br />ความต้องการนิเทศภายในเพื่อนำความรู้ความสามารถไปพัฒนาตนเอง และ พัฒนาการจัดประสบการณ์<br />การเรียนรู้แก่นักเรียนปฐมวัย<br />2. ผลพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ของ<br />ครูที่ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัย จากการตรวจสอบความ สมเหตุสมผลเชิงทฤษฎี และความเป็นไปได้ของรูปแบบการนิเทศภายใน พบว่า ค่าดัชนี ความสอดคล้องมีค่าระหว่าง 0.80-1.00 แสดงว่า<br />รูปแบบมีประสิทธิภาพสามารถนำไปใช้ได้จริง<br />3. ผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ของ<br />ครูที่ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัยปรากฏผลดังนี้<br />3.1 สมรรถนะการนิเทศของครูก่อน และหลังการนิเทศ พบว่า<br />3.1.1 ครูมีความรู้เรื่องการนิเทศก่อน และหลังการนิเทศ แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญ<br />ทางสถิติที่ระดับ 0.05<br />3.1.2 ครูมีความสามารถในการ นิเทศ (การประเมินตนเอง ) ก่อน และหลังการนิเทศ<br />แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05<br />3.2 สมรรถนะในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูที่ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียน<br />พบว่า<br />3.2.1 ครูมีความรู้ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิด (การ<br />ประเมินตนเอง) ก่อน และหลังการนิเทศ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05<br />3.2.2 ครูมีความสามารถในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิด (การ<br />ประเมินตนเอง) ก่อน และหลังการนิเทศ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05<br />3.2.3 ผลจากการสังเกต และบันทึกพฤติกรรม และการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของ<br />ครู พบว่า ครูมีการพัฒนาด้านความรู้ และความสามารถในการนิเทศสูงขึ้น<br />3.3 ทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัยก่อน และหลัง การนิเทศ พบว่า คะแนนเฉลี่ยทักษะการ<br />คิดของนักเรียนก่อนและหลังการนิเทศ แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05<br />3.4 ผลจากการสนทนากลุ่มเกี่ยวกับความคิดเห็นการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัด<br />ประสบการณ์การเรียนรู้ของครูที่ส่งเสริมทักษะการ คิดของนักเรียนปฐมวัย พบว่า รูปแบบการนิเทศ<br />ภายในเป็นรูปแบบที่เหมาะสม เพราะจะช่วยให้ครูความมั่นใจในการจัดกิจกรรมให้แก่นักเรียน มีกำลังใจ<br />และมีพลังที่จะปฏิบัติงาน ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง<br />4. ผลการประเมินประสิทธิผล และการปรับปรุงพัฒนา ปรากฏผล ดังนี้<br />4.1 ความพึงพอใจของครูต่อรูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนา สมรรถนะการจัด<br />ประสบการณ์การเรียนรู้ของครูที่ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัยพบว่า ใน ภาพรวมครูมีความพึง<br />พอใจ ในระดับมาก<br />4.2 ความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูที่ส่งเสริม ทักษะ<br />การคิดของนักเรียนปฐมวัย พบว่า ผู้ปกครองมีความพึงพอใจ ในระดับมาก
<br />เพื่อพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนา สมรรถนะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูที่ส่งเสริม
<br />ทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัย 3. เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาสมรรถนะ<br />การจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ของครูที่ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัย 4. เพื่อประเมิน<br />ประสิทธิผล และปรับปรุง รูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนา สมรรถนะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้<br />ของครูที่ ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัยด าเนินการโดยการใช้รูปแบบการนิเทศภายใน ซึ่ง<br />ประกอบด้วย 5 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ระยะการมีส่วนร่วม (Participation) ระยะที่ 2 ระยะการเตรียมการ<br />(Preparing phase) ระยะที่ 3 ระยะการวางแผน (Planning phase) ระยะที่ 4 ระยะการปฏิบัติการ<br />(Doing phase) และ ระยะที่ 5 ระยะการประเมินผล(Evaluating phase) ผู้ศึกษาใช้เครื่องมือในการ<br />วิจัย จำนวน 11 ฉบับ คือ แบบทดสอบ จำนวน 3 ฉบับ แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 2 ฉบับ<br />แบบประเมิน จำนวน 4 ฉบับ แบบสนทนากลุ่ม จำนวน 1 ฉบับ และแบบสังเกต จำนวน 1 ฉบับ<br />กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอนระดับชั้นปฐมวัย นักเรียนระดับชั้นปฐมวัย และผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้น<br />ปฐมวัย รวม 223 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ T-test<br />ผลการศึกษาการพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดประสบการณ์การ<br />เรียนรู้ของครูที่ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัย พบว่า<br />1. ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการสร้างรูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัด<br />ประสบการณ์การเรียนรู้ของครู ที่ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัย ปรากฏผล ดังนี้<br />1.1 ทักษะการคิดของนักเรียนระดับปฐมวัยต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดหวัง<br />1.2 สมรรถนะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูในระดับต่ำกว่าที่คาดหวัง และ ครูมี<br />ความต้องการนิเทศภายในเพื่อนำความรู้ความสามารถไปพัฒนาตนเอง และ พัฒนาการจัดประสบการณ์<br />การเรียนรู้แก่นักเรียนปฐมวัย<br />2. ผลพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ของ<br />ครูที่ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัย จากการตรวจสอบความ สมเหตุสมผลเชิงทฤษฎี และความเป็นไปได้ของรูปแบบการนิเทศภายใน พบว่า ค่าดัชนี ความสอดคล้องมีค่าระหว่าง 0.80-1.00 แสดงว่า<br />รูปแบบมีประสิทธิภาพสามารถนำไปใช้ได้จริง<br />3. ผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ของ<br />ครูที่ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัยปรากฏผลดังนี้<br />3.1 สมรรถนะการนิเทศของครูก่อน และหลังการนิเทศ พบว่า<br />3.1.1 ครูมีความรู้เรื่องการนิเทศก่อน และหลังการนิเทศ แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญ<br />ทางสถิติที่ระดับ 0.05<br />3.1.2 ครูมีความสามารถในการ นิเทศ (การประเมินตนเอง ) ก่อน และหลังการนิเทศ<br />แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05<br />3.2 สมรรถนะในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูที่ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียน<br />พบว่า<br />3.2.1 ครูมีความรู้ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิด (การ<br />ประเมินตนเอง) ก่อน และหลังการนิเทศ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05<br />3.2.2 ครูมีความสามารถในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิด (การ<br />ประเมินตนเอง) ก่อน และหลังการนิเทศ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05<br />3.2.3 ผลจากการสังเกต และบันทึกพฤติกรรม และการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของ<br />ครู พบว่า ครูมีการพัฒนาด้านความรู้ และความสามารถในการนิเทศสูงขึ้น<br />3.3 ทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัยก่อน และหลัง การนิเทศ พบว่า คะแนนเฉลี่ยทักษะการ<br />คิดของนักเรียนก่อนและหลังการนิเทศ แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05<br />3.4 ผลจากการสนทนากลุ่มเกี่ยวกับความคิดเห็นการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัด<br />ประสบการณ์การเรียนรู้ของครูที่ส่งเสริมทักษะการ คิดของนักเรียนปฐมวัย พบว่า รูปแบบการนิเทศ<br />ภายในเป็นรูปแบบที่เหมาะสม เพราะจะช่วยให้ครูความมั่นใจในการจัดกิจกรรมให้แก่นักเรียน มีกำลังใจ<br />และมีพลังที่จะปฏิบัติงาน ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง<br />4. ผลการประเมินประสิทธิผล และการปรับปรุงพัฒนา ปรากฏผล ดังนี้<br />4.1 ความพึงพอใจของครูต่อรูปแบบการนิเทศภายในเพื่อพัฒนา สมรรถนะการจัด<br />ประสบการณ์การเรียนรู้ของครูที่ส่งเสริมทักษะการคิดของนักเรียนปฐมวัยพบว่า ใน ภาพรวมครูมีความพึง<br />พอใจ ในระดับมาก<br />4.2 ความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูที่ส่งเสริม ทักษะ<br />การคิดของนักเรียนปฐมวัย พบว่า ผู้ปกครองมีความพึงพอใจ ในระดับมาก
ใบตอบรับดาวน์โหลดได้เฉพาะเจ้าของผลงานเท่านั้น